นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดขยายตัวได้ 2.2%
และในปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.1% โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ที่ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี
แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดี แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-Shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูง และเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด
ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและเอสเอ็มอี จำนวนมากยังเผชิญกับความเปราะบางด้านรายได้ และหนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ
ด้านการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 16% และปีหน้าที่ 5.5% ส่วนการนำเข้าในปีนี้คาดขยายตัว 28% และปีหน้าคาดขยายตัวได้ 4.8% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% และในปีหน้าที่ 1%
“แม้เศรษฐกิจจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกและการลงทุนในกลุ่มไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ แต่กลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูงมาก และสร้างประโยชน์ในเชิงการจ้างงานค่อนข้างจำกัด ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการใช้จ่ายภาคเอกชนและภาครัฐยังคงเปราะบาง แม้จะมีมาตรการกระตุ้นอย่างไทยช่วยไทยพลัส ออกมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม”
มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ผลต่อเศรษฐกิจจะขึ้นกับความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการสร้างงานในประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่
ขณะเดียวกันความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากซูเปอร์เอลนีโญจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันต้นทุน รายได้ และการบริโภค โดยเฉพาะครั้วเรือนและเอสเอ็มอีที่เปราะบางอยู่แล้ว
ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมาตรการภาครัฐโดยเฉพาะวงเงินส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ในส่วน 2 แสนล้านบาท แรกจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เหลือของปีนี้
ขณะที่วงเงินส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทยอยเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570
สำหรับการเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ 3 ด้าน คือ
1.ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
2.เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหม่ กับเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น
3.ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น
3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ มีดังนี้
1.สงครามในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงาน โดยสถานการณ์ปะทุรอบใหม่จากการโจมตีท่อส่งพลังงานโดยกลุ่มฮูติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเกือบแตะ110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงผ่านค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่า
ในขณะที่กลไกชดเชยอย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีข้อจำกัดรุนแรงขึ้นเนื่องจากสถานะติดลบสะสมเกือบ 90,000 ล้านบาท ภาครัฐจึงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ไม่ตรึงราคาฝืนตลาดเกินไปจนอาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาอย่างรวดเร็วในภายหลัง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะงักงันได้
2.สงครามการค้าและมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 60 ประเทศที่เพิ่งถูกปรับขึ้นภาษีในอัตรา 12.5% จากข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับ (Force Labor)
นอกจากนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นภาษีกับ 16 ประเทศซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย จากข้อกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งสหรัฐฯ มักใช้แทคติกตั้งตัวเลขภาษีไว้สูงเพื่อบีบให้เกิดการเจรจาแลกเปลี่ยนกับการเปิดตลาดหรือปรับกฎเกณฑ์ภายในประเทศ
ไทยจึงต้องเร่งเจรจา รักษาสมดุลระหว่างอัตราภาษีและการเปิดเสรี พร้อมทั้งกระจายตลาดส่งออกและปรับโครงสร้าง Supply Chain ในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงถูกมองเป็นทางผ่านสินค้า
3.ภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์เอลนีโญ แม้ปัจจุบันจะมีฝนตกหนัก แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าช่วงไตรมาส 4 ถึงครึ่งแรกของปีหน้า จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งทำให้ปริมาณฝนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงอย่างมาก กระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว อ้อย และปาล์ม รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตเกษตรเป็นวัตถุดิบ โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ไทยประมาณ 0.2% – 0.4% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า เพื่อประคบประคองเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยเสถียรภาพการเงินและเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งยังเป็นเกราะรองรับความเสี่ยงได้ดี
ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะขาดดุลประมาณ 3% ของ GDP ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติสำหรับเศรษฐกิจไทย
ส่วนมาตรการภาครัฐและการลงทุน โดยเฉพาะ มาตรการอย่างไทยช่วยไทย ควรเน้นกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) ให้ตรงจุดแก่ผู้เปราะบางจริง ๆ หรือกลุ่มที่มีความสามารถในการใช้จ่ายสูง
นอกจากนี้ ภาครัฐควรดึงเม็ดเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Green Transition และ Grid Modernization ซึ่งตามแผน PDP ใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนได้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท
ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองในระยะสั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังจำกัด หากรัฐบาลยังคงเสียงข้างมากในสภาและผลักดันนโยบายได้ แต่ในระยะยาว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะขึ้นอยู่กับกระบวนการที่โปร่งใสและหลักนิติธรรมเป็นสำคัญ
“มองไปข้างหน้ามาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีควบคู่กับมาตรการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลิตภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทย”



