อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์กำลังเปลี่ยนตามตลาดปลายทางที่ขยับเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล ขณะเดียวกันกระบวนการผลิตก็ต้องลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น ทำให้สารเคลือบผิวและวัสดุเฉพาะทางเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ทิศทางดังกล่าวเป็นโจทย์ที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี กำลังใช้ปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยมี ‘ออเน็กซ์’ (allnex) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) เป็นฐานสำคัญในการขยายตลาดมูลค่าสูง โดยเฉพาะในจีนที่เป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่และฐานการผลิตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลายประเภท

‘ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีซี กล่าวว่า จีซีตั้งเป้าปรับสัดส่วนธุรกิจจากเคมีภัณฑ์ทั่วไป 80% และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ 20% เป็น 70% และ 30% ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า การปรับพอร์ตครั้งนี้มุ่งเพิ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญสูงขึ้น พร้อมเลือกตลาดที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต
หนึ่งในฐานสำคัญคือ ไชน่า ฮับ ของออเน็กซ์ ซึ่งจะเชื่อมงานวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยี ฐานการผลิต และตลาดจีนเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันยังมี ระยอง ฮับ ในประเทศไทยที่เตรียมรองรับการผลิตเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษสำหรับตลาดเอเชียแปซิฟิก
จีนขยับสู่ตลาดเทคโนโลยี
ตลาดสีอุตสาหกรรมจีนมีสัดส่วนประมาณ 45% ของตลาดโลก และเติบโตประมาณ 5% ต่อปี ความต้องการส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเครื่องจักร ระบบขนส่ง ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่มากขึ้น

ออเน็กซ์ดำเนินธุรกิจในจีนมาเกือบ 30 ปี ปัจจุบันมีฐานการผลิต 6 แห่ง และศูนย์นวัตกรรม 2 แห่ง รองรับความต้องการ เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษในจีนประมาณ 75% โดยมีพนักงานราว 500 คน จีนเป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่และพื้นที่ที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ออเน็กซ์ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้รองรับอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล
ตัวอย่างเช่น ออเน็กซ์ จัดหาเรซินให้ COSCO สำหรับผลิตตู้คอนเทนเนอร์ และให้ CRRC ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบรถไฟของจีน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ โดยตลาดแบตเตอรี่ลิเธียมมีอัตราการเติบโตประมาณ 21% ต่อปี
เทคโนโลยีลดพลังงาน
การขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่มาพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารเคลือบผิวที่ใช้พลังงานน้อยลง ตัวอย่างหนึ่งคือการเคลือบตู้คอนเทนเนอร์ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำ (Waterborne) 100% อีกตัวอย่างคือสีเคลือบเหล็กม้วนที่ใช้เทคโนโลยีบ่มด้วยรังสียูวี หรือ UV-Curable โดยลดอุณหภูมิอบจากประมาณ 240 องศาเซลเซียส เหลือ 60-70 องศาเซลเซียส และลดเวลาแห้งจากประมาณ 30 นาที เหลือเพียงเสี้ยววินาที


นอจากนี้ เทคโนโลยีของออเน็กซ์ยังต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำฟีนอลิกเรซิน จากการใช้งานในอุตสาหกรรมกระป๋องอาหาร ไปพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับแผ่นลามิเนตหุ้มทองแดงที่ใช้ผลิตแผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB รวมถึงพัฒนาเรซินสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สายใยนำแสง และแบตเตอรี่
ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีการบ่มด้วยรังสียูวี รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูล มีอัตรากำไรต่อหน่วยสูงกว่าสีทารั้วหรือสีน้ำมันทั่วไปประมาณ 7-8 เท่า จึงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ออเน็กซ์ให้ความสนใจในการปรับพอร์ตธุรกิจไปสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น
ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ออเน็กซ์มีผลการดำเนินงานดีกว่าแผน โดยปริมาณขายเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และมีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านยูโรต่อปี ขณะที่จีซีตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากออเน็กซ์ที่เข้ามาสนับสนุนผลประกอบการของจีซี หรือ EBITDA Contribution เป็น 30% ภายใน 4-5 ปี
China Hub เชื่อมตลาดกับฐานผลิต
การวางไชน่า ฮับ ที่เมืองผิงหู จะทำให้ฐานแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของ allnex ในเครือข่ายทั่วโลก และเชื่อมการผลิต งานวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยี และตลาดจีนเข้าด้วยกัน
นอกจาก ไชน่า ฮับ แล้ว ออเน็กซ์ ยังมี อินเดีย ฮับ และ ระยอง ฮับ ในประเทศไทย โดย ระยอง ฮับ ถูกวางให้เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเตรียมผลิตสารควบคุมการไหลย้อยของสี ที่มาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งจะเป็นฐานผลิตแห่งแรกของออเน็กซ์นอกยุโรป


อีกทั้งโรงงานออเน็กซ์ยังใช้รูปแบบโรงงานที่สามารถปรับเปลี่ยนสายการผลิตได้ตามความต้องการของตลาด หากสินค้าบางประเภทมีความต้องการลดลง ก็สามารถปรับไปผลิตสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูล
สำหรับจีซี การทำงานร่วมกับออเน็กซ์ช่วยให้สามารถนำความรู้ด้านเคมีภัณฑ์เฉพาะทางกลับมาต่อยอดธุรกิจในไทย ขณะที่ความเชี่ยวชาญด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของจีซีจะเข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน และการพัฒนานวัตกรรมของออเน็กซ์
โตพร้อมโจทย์คาร์บอน
การขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ต้องควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน โดย ณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของออเน็กซ์มาจากการดำเนินงานของออเน็กซ์ประมาณ 5% ขณะที่ต้นน้ำคิดเป็น 60% และปลายน้ำ 35% ทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งาน
ออเน็กซ์จึงตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ลง 30% พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 85% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 รวมถึงนำกรอบ ECOWISE มาใช้เพื่อช่วยลูกค้าลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ผลิตภัณฑ์
ขณะที่จีซี สามารถรับวัตถุดิบได้ทั้งก๊าซและของเหลวจากหลายทวีป ทำให้มีความยืดหยุ่นในการวางแผนการผลิต และสามารถปรับตัวตามความต้องการของตลาดและการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบ
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของจีซี ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจเคมีภัณฑ์เฉพาะทางจาก 20% เป็น 30% ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า โดยใช้เทคโนโลยี ตลาดใหม่ และเครือข่ายของออเน็กซ์เป็นส่วนหนึ่งของการขยับธุรกิจไปสู่เคมีภัณฑ์มูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ



