น้ำที่เคยอ่อนโยนกลายเป็นภัย
ประเด็นนี้ “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” นักวิชาการด้านทะเล และสิ่งแวดล้อม ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ทั้งหมดนั้นคือ “น้ำ” น้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นจุดกำเนิดทุกอย่างในโลก น้ำที่เราดื่มเราอาบ น้ำที่ทำให้พืชผลเราโต ทำให้เกิดการเกษตรการปศุสัตว์ น้ำที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด น้ำที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนโยนต่อพวกเรา กลับกลายเป็นภัยพิบัติที่น่ากลัวจนสุดพรรณนา
น้ำกับคาร์บอนเป็นเรื่องเหมือนกัน โลกสร้างสมดุลไว้ คาร์บอนมากมายมหาศาลถูกเก็บไว้ใต้ผืนพิภพ แม้โลกจะร้อนขึ้นเย็นลงก็เป็นความเปลี่ยน แปลงที่กินเวลามหาศาล ทุกชีวิตค่อย ๆ ปรับตัวได้ แต่เมื่อมนุษย์นำคาร์บอนใต้พิภพมาใช้ในรูปแบบเชื้อเพลิงฟอสซิล คาร์บอนลอยเข้าไปอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกและโลกร้อน ความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นฉับพลัน ไม่มีอีกแล้วที่อุณหภูมิจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น 1 องศาในเวลาเป็นพัน ๆ ปี แต่กลายเป็น 1.5 องศาในเวลาเพียงไม่ถึง 200 ปี นั่นคือความแปรปรวนที่ทำร้ายเราแสนสาหัส
น้ำก็เช่นกัน โลกเก็บสะสมน้ำไว้ในรูปแบบของธารน้ำแข็ง เมื่อหิมะตกลงมาสะสมบนเทือกเขาสูงหลายร้อยปี กลายเป็นลานหิมะกว้างใหญ่ (Icefield) หิมะอัดแน่นเป็นน้ำแข็ง ค่อยๆ เคลื่อนลงล่างทีละน้อย กัดกร่อนหินผาจนกลายเป็นโตรก เกิดทะเลสาบเล็กๆ ปลายธารน้ำแข็ง ก่อนไหลลงเป็นลำธารสู่ที่ราบ ก่อเกิดเป็นแม่น้ำสายยักษ์ของโลก เช่น คงคา โขง ฯลฯ

โลกร้อนทุกอย่างเปลี่ยน
แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น ทุกอย่างเปลี่ยนไป อุณหภูมิบนยอดเขาหิมะร้อนขึ้นเร็วกว่าในที่ราบ เพราะเดิมทีพื้นแถวนี้ปกคลุมด้วยหิมะ แสงแดดส่องลงมาสะท้อนกลับไปเกือบหมด แต่เมื่อหิมะละลายเพราะโลกร้อนขึ้น ดินที่อยู่ข้างล่างโผล่ออกมา แสงแดดส่อง ไม่มีอะไรสะท้อนกลับ ดินเก็บความร้อนไว้ ทำให้อุณหภูมิสูงเร็วขึ้น หิมะละลายเร็วขึ้น พื้นดินโผล่มากขึ้น เก็บความร้อนมากขึ้น วนเวียนกลายเป็นวัฏจักรของการละลายธารน้ำแข็งในที่สูง
ทะเลสาบกลาเซียร์เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำที่ละลายจากธารหิมะปริมาณมหาศาลสะสมไว้ ทะเลสาบเหล่านี้มักมีเขื่อนธรรมชาติกั้นอยู่ เช่น หินถล่มลงมาขวางทางน้ำ แต่เมื่อน้ำในทะเลสาบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทะเลสาบสีสวยที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งกักเก็บน้ำก่อนไหลรินลงมาเป็นลำธารและแม่น้ำ กลับกลายเป็นเช่น ระเบิดเวลา
ในบางช่วงเวลา ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ เมื่อเกิดฝนตกหนักบนที่สูง น้ำยิ่งกัดกร่อนธารน้ำแข็งจนบอบบาง สุดท้าย ธารน้ำแข็งเกิดการพังทลายฉับพลัน หล่นโครมลงมาในทะเลสาบ กลายเป็นคลื่นกระแทกเขื่อนธรรมชาติจนพังทลาย ความตายจึงเกิดขึ้นในฉับพลัน

อยู่เป็นร้อยปีไม่เคยพบเคยเจอ
น้ำจืดปริมาณมหาศาลทะลักลงมาตามลำธารในโตรกผา น้ำที่เคยไหลรินลงมาเรื่อย ๆ กลายเป็นกำแพงน้ำโคลนหินสูง 20 เมตร พุ่งมาด้วยความเร็ว 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถล่มได้ทุกสิ่ง ทับได้ทุกอย่าง สะพาน ตึกขนาดใหญ่ บ้านเรือนริมน้ำ ทุกอย่างหายไปในฉับพลัน และไม่มีมนุษย์คนไหนวิ่งได้ด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. หรือแม้กระทั่งรถที่วิ่งบนถนนเล็ก ๆ ตามเขาสูงเหล่านั้น ไม่มีคันไหนหนีรอดพ้นหายนะไปได้
บ้านเรือนที่อยู่ริมน้ำ สร้างกันมาจากรุ่นทวดถึงรุ่นหลาน อยู่กันมาเป็นร้อยปี ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะถ้าเกิดเป็นประจำ ทวดคงไม่เลือกสร้างบ้านไว้ตรงนี้ ตลาดคงไม่เปิดแถวนี้ ทุกอย่างไม่เคยพบเคยเห็น แต่เมื่อพบเห็นแล้ว มันอาจเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเราจากไปกับสิ่งที่ไม่เคยพบเคยเห็น
คนที่รอดอยู่กันอย่างไร
คนที่รอดจะอยู่อย่างไร? บ้านหายไปอยู่ใต้โคลนลึก 20 เมตร ตลาดร้อยปีหายไปในพริบตา และไม่มีวันกลับมา เพราะดินโคลนทับถมสูงขึ้นมามหาศาล แม้กระทั่งตึก 4-5 ชั้นยังจมอยู่ใต้โคลน พวกเขาได้แต่เพียงมองดูสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหมู่บ้าน เป็นที่อยู่อาศัยมาเนิ่นนาน ความทรงจำเหล่านั้นไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว เพราะเราไม่สามารถขุดโคลนไปหาสถานที่แห่งความทรงจำได้ ทุกอย่างไม่เพียงแค่ตาย แต่ยังสูญสลายไปตลอดกาล
แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน? ลำธารจะอยู่ที่เดิมไหม? จะให้ขึ้นไปอยู่บนที่สูง คนอยู่ห่างน้ำได้อย่างไร? ทุกอย่างพูดง่ายแต่เป็นไปแทบไม่ได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่กินพื้นที่เป็นร้อยกิโลเมตรตามลำน้ำ กี่หมื่นคนต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย กี่ล้านหยดน้ำตาจะต้องหลั่งไหล และที่สำคัญ พวกเขาทำอะไรผิด?

เนปาลปล่อยก๊าซน้อยแต่รับกรรม
คนเนปาลปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 0.5% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปี ยิ่งคนอยู่บนเขาสูง ทั้งหมู่บ้านร้อยคนอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าครอบครัวคนในเมืองใหญ่เพียงครอบครัวเดียว น่าเสียดาย โลกร้อนไม่แยกแยะ คนที่ไม่ได้ทำอาจรับกรรมหนักยิ่งกว่าคนที่เป็นต้นเหตุ
เมืองไทยไม่มีธารน้ำแข็ง น้ำปริมาณมหาศาลเกิดได้ด้วยเหตุผลเดียว คือ เรนบอมบ์ ฝนตกหนักผิดปกติเนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้เมฆฉ่ำน้ำเกิดขึ้นง่าย ใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ฝนอาจตกหนักเกิน 300 มิลลิเมตร จากนั้นน้ำก็ถล่มลงมาจากยอดเขาพาโคลนมหาศาลลงมาทับทั้งอำเภอ ดังเช่นที่เกิดบ่อยครั้งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ยิ่งป่าไม้หายไป ไร้ธรรมชาติชะลอน้ำ ภัยพิบัติจึงมาถึงบ้านเราในเวลาเพียงไม่กี่สิบนาที แทนที่จะเป็นหลายชั่วโมงหากเรายังคงมีป่าสมบูรณ์
ทะเลสาบแตก–น้ำป่าดินถล่ม เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคโลกร้อนหนักขึ้น และคนในพื้นที่เสี่ยงที่ไม่มีหนทางในการอพยพย้ายถิ่น ทำได้เพียงภาวนาฟ้าดินว่าอย่าให้เกิดอะไรในวันนี้เดือนนี้เลย
ภาวนาอย่าให้มาหาไทย
ภาวนาเข้าไว้ อย่าให้น้ำแห่งความตายมาหาเรา มาหาครอบครัวเรา หมู่บ้านเรา ชุมชนเรา เพราะเมื่อมันมาแล้ว ไม่มีอะไรหยุดมันได้ วันสิ้นโลกสำคัญอย่างไร เมื่อวันสิ้นหมู่บ้านเรามาถึงก่อนหน้านั้นแล้ว
โลกยิ่งใหญ่กว่าที่มนุษย์เคยคิด เมื่อมนุษย์เปิดกล่องแพนโดรา ทำลายสมดุลคาร์บอนจนพินาศ สิ่งที่ออกมาจากกล่องไม่ใช่ปิศาจร้าย แต่มันเปลี่ยนเทพให้เป็นมาร น้ำแห่งชีวิตกลายเป็นน้ำแห่งความตาย
แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร? คำตอบบางทีก็ปลิวไปใน สายลม ลดโลกร้อน…ลดโลกร้อน…ลดโลกร้อน…
ระหว่างนั้นก็กระเสือกกระสนหาทางกันเอง…



