ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจเจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลกผู้รับผิดชอบประเทศไทย ระบุว่า ธรรมชาติคือ Economic Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่ระบบบัญชีปัจจุบันยังไม่สะท้อนว่า การเติบโตของจีดีพี เกิดขึ้นพร้อมกับการเสื่อมลงของธรรมชาติเท่าใด Natural Capital Accounting จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดปริมาณและความสมบูรณ์ของทรัพยากร รวมถึงบริการจากระบบนิเวศ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ประเมินความเสี่ยงและประกอบการตัดสินใจทางการเงิน

ถ้ามองประเทศไทยเป็นบริษัท ทุนธรรมชาติก็เปรียบเหมือนเครื่องจักร เมื่อใช้ไปย่อมเสื่อมลง หากเราไม่ดูแลหรือฟื้นฟู สุดท้ายเครื่องจักรนั้นก็จะไม่สามารถผลิตอะไรให้เราได้อีก

ด้านชนานันท์ สุภาดุลผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติส่งผ่านความเสี่ยงมาสู่ธุรกิจและสถาบันการเงินได้ทั้ง Physical Risk จากภัยธรรมชาติและการขาดแคลนทรัพยากร และ Transition Risk จากกติกาและมาตรฐานโลก เช่น ข้อกำหนด EUDR ซึ่งกำหนดให้สินค้าเกษตรที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า

ประเทศไทยสามารถต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้าน Climate Finance ที่มีอยู่แล้วไปสู่ Nature Finance ผ่านกรอบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (TNFD) และมาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย (Thailand Taxonomy) แต่ความท้าทายคือการวัดผลกระทบต่อธรรมชาติซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงตามพื้นที่

หัวใจสำคัญคือการวัดผลให้ได้ และทำให้ผลกระทบต่อธรรมชาติเชื่อมโยงกลับมาถึงสินค้าและการตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนพิพิธ อเนกนิธิประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาด Nature Positive หรือกฎกติกาทุกอย่างสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มลงมือ หากทุกฝ่ายมีเจตจำนงร่วมกัน สามารถเริ่มจากมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล กติกากลาง กลไกลดความเสี่ยง และแรงจูงใจ เพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทันที โดยเสนอหลักการขับเคลื่อน 4 ด้าน ได้แก่ มุ่งเป้า วัดผล สร้างแรงจูงใจ และขยายผล

กฎกติกาใหม่อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเกิดขึ้น แต่เงินทุนสามารถขยับได้ทันที ผลกระทบภายนอกของวันนี้ สามารถกลายเป็นสินทรัพย์ทางธรรมชาติของวันข้างหน้าได้

สฤณี อาชวานันทกุลกรรมการบริหาร เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน หรือ CFNT ขยายความว่า Nature Finance ต้องมุ่งฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีกว่าเดิม โดยไม่ใช้แนวคิดแบบคาร์บอนเครดิตมาครอบเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพโดยตรง เพราะระบบนิเวศมีความเฉพาะถิ่นและไม่สามารถนำพื้นที่หนึ่งไปทดแทนอีกพื้นที่หนึ่งได้ การกำหนดตัวชี้วัดจึงต้องเข้าใจง่ายพอที่ภาคการเงินนำไปใช้ได้ แต่ไม่ง่ายจนกลายเป็นการฟอกเขียว

เงินยิ่งใช้ยิ่งลดค่า แต่ธรรมชาติยิ่งฟื้นฟูยิ่งเพิ่มค่า สิ่งที่เราต้องวัดจึงไม่ใช่เพียงจำนวนต้นไม้ที่ปลูก แต่คือความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่กลับคืนมา”.