เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 69 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณารับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยให้เวลาการอภิปราย 5 ชั่วโมง
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวรายงานผลปฏิบัติงาน ว่าในปีงบประมาณ 2567 กกต. มีผลปฏิบัติงานดังนี้ 1.การจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นแทนตำแหน่งที่ว่าง 2.การส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองที่มีสิทธิ ในปี 2567 จำนวน 139 ล้านบาท
3.ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการสืบสวนสอบสวนและการเลือกตั้ง มีสำนวนที่ กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค รวม 95 สำนวน และมีสำนวนที่มีมติดำเนินคดีอาญา ยกคำร้องยุติเรื่องเลือกตั้งใหม่ 198 สำนวน การดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. รวมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมือง และคดีอื่นๆ 394 คดี การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน พรรคการเมือง พร้อมปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์ของสำนักงาน กกต. 20 ปี สนองภารกิจของ กกต. จำนวน 23 โครงการ ใน 42 กิจกรรม
นายแสวง กล่าวต่อว่า ในปี 2568 กกต. มีผลปฏิบัติงานดังนี้ ส่งเสริมสนับสนุนพรรคการเมือง จัดสรรเงินสนับสนุนให้พรรคการเมืองผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 143 ล้านบาท การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการสืบสวนและไต่สวน มีคำร้องสำนวนคัดค้านการเลือกตั้ง 2541 คำร้อง ประกอบด้วยคดีอาญาจำนวน 1919 คดี คดีแพ่ง4 คดี คดีปกครอง 15 คดี รวม 1,938 คดี การจัดให้มีการเลือกตั้ง อบจ. ที่ครบวาระและการเลือกตั้งท้องถิ่น อบต. 2462 แห่ง และการเลือกตั้งซ่อม สส. 4 แห่ง

“นั่นคือภาพรวมโดยสังเขปที่เป็นผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ปี 2567 และ 2568 ปรากฏตามรายงานผลปฏิบัติงาน ขอกราบเรียนท่านประธาน ขออนุญาตนำเสนอต่อที่ประชุมไว้ ขอให้สมาชิกได้ศึกษาไว้แล้ว” นายแสวง กล่าว และว่า พร้อมรับนำข้อเสนอแนะไปใช้ประโยชน์ต่อไปในการปฏิบัติงานของสำนักงาน กกต.
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า กกต. มีมติเสียงข้างมาก สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. 77 คน ถือว่าน้อยมาก แบ่งเป็น สว. 26 คน แกนนำ สส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 1 คน เป็นมติขัดหลักการกฎหมาย เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สะท้อนว่า เสียงข้างมาก กกต. จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ได้แก่ 1.ความเป็นขบวนการโกง สว. ที่ตีกรอบว่า ขบวนการโกงต่างๆ ไม่เกี่ยวกัน ต่างคนต่างโกง ขัดหลักฐานว่า การโกงทำเป็นขบวนการ มีทั้งโพยใบสั่ง 12 เวอร์ชั่น ที่มี สว. 130 กว่าคนอยู่ในโพย เป็นขบวนการเดียวกัน สถิติลงคะแนนระดับประเทศ ยืนยันมีการแลกคะแนนเป็นขบวนการ และศูนย์ทำโพยที่มีผู้สมัคร สว. ไปปรากฏตัวตามโรงแรมต่างๆ ใช้วิทยากรคนเดียวกันวนไปทำหน้าที่ตามที่ต่างๆ รวมถึงมีการปฐมนิเทศ สว. หลังได้รับเลือก
พบว่า วันที่ 21 ก.ค. 2567 หลัง 200 สว. ได้รับการรับรองจาก กกต. มี สว. หลายสิบคน ไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน เพื่อไปปฐมนิเทศ ตกลงจะเลือกใครเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.ความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำ รัฐมนตรี สส.พรรคภูมิใจไทย แม้ กกต. ปัดตกคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย พยานคดีนี้ แต่หลักฐานที่โยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่คำให้การของนายเอกราช แต่มีหลักฐานอื่นๆ เช่น ประวัติการโทรศัพท์ โดยเฉพาะของนางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และยังเป็นเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทย จึงสงสัยหากพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวโกง สว. เหตุใดนางรัตนาจึงโทรฯ คุยกับ สว. 19 คน 62 ครั้ง ในช่วงเวลา 80 วัน ที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว.
เมื่อถึงตรงนี้ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประท้วงทันทีว่า นายพริษฐ์นำสำนวนที่เป็นความลับการสอบสวนของราชการมาเปิดเผย ขอให้ประธานควบคุมการประชุม ไม่ให้เอาของไม่ชอบ ของเถื่อน มาอภิปรายในสภา
แต่นายโสภณ ประธานในที่ประชุมได้วินิจฉัยให้นายพริษฐ์ พูดต่อ โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยเคยออกประกาศไม่ให้ลูกพรรคไปยุ่งเกี่ยวการเลือก สว. แต่การที่ กกต. ยังสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นไปได้ 2 ทางคือ 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เรื่องในการกำชับลูกพรรคไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการเลือก สว. และ 2.นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันโกงเลือก สว.

เมื่อมีการพูดถึงนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทำให้บรรยากาศการประชุมคุกรุ่นขึ้นมาทันที เมื่อบรรดา สส.พรรคภูมิใจไทย ได้รุมประท้วงขอให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด ขณะที่นายโสภณที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมท้วงติง เพราะเป็นการกล่าวหานายกรัฐมนตรี เนื่องจาก กกต. วินิจฉัยแล้ว ยืนยันนายอนุทินไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่สั่งฟ้อง แต่ต้องไม่พูดอีก ถ้าพูดจะไม่ให้อภิปราย ก่อนให้นายพริษฐ์อภิปรายต่อ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.มาตรฐาน กกต. ที่ปี 68 เคยสั่งฟ้องการโกง สว. ไปที่ศาล โดยมีหลักฐานแค่แชตไลน์ของคน 2 คน ที่มีข้อความแลกเปลี่ยนคะแนนกัน แต่ปีนี้ไม่ฟ้อง สว. ร้อยกว่าคน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง มีการแลกคะแนนเป็นระบบ ขัดกับมาตรฐานการสั่งฟ้องในอดีต
สิ่งที่ กกต. ต้องทำมี 4 ข้อคือ 1.ต้องเปิดเผยมติของ กกต. ทุกคนว่า ใครลงมติว่าอย่างไร 2.กกต.ต้องส่งสำนวนสอบสวน รวมถึงความเห็นอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และความเห็นของนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ไปที่ศาลฎีกา 3.ให้ยืนยันจะเดินหน้าสอบคดีโกง สว. ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนนี้ 4.หากกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาพบความเชื่อมโยงการโกง สว. มากกว่า 77 คน กกต. ต้องรื้อฟื้นคดีและสั่งฟ้องเพิ่มเติม
หากตัดความเห็น 4 กกต. ที่มาจาก สว.สีน้ำเงิน จะเห็นว่า กกต. 3 เสียงให้สั่งฟ้องแกนนำภูมิใจไทย และนายอนุทินไปที่ศาลฎีกา ดังนั้นข้อเท็จจริงที่แกนนำภูมิใจไทยและนายอนุทินไม่ถูกสั่งฟ้อง เพราะดุลพินิจ 4 กกต. ที่มาจากการเลือกของ สว.สีน้ำเงิน ใช้ดุลพินิจเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา หาก กกต. ใช้อำนาจต่างตอบแทนมากกว่าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ก็กังวลใจแทน กกต. ว่า ความน่าเชื่อถือของ กกต. ในสายตาประชาชน จะเหลือเท่าไรในการกลับมารายงานการปฏิบัติหน้าที่ต่อสภาในปีหน้า.



