สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ว่า คณะกรรมการศูนย์ศิลปะการแสดงจอห์น เอฟ. เคนเนดี หรือ ศูนย์เคนเนดี มีมติปิดศูนย์เป็นเวลานานสูงสุด 2 ปี เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงมูลค่า 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,547.82 ล้านบาท)


มติดังกล่าวมีขึ้นไม่ถึง 2 ชั่วโมง หลังผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งระงับความพยายามครั้งที่สอง ของบอร์ดบริหารศูนย์เคนเนดี ในการเพิ่มชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ บนกำแพงด้านหน้าของอาคาร ให้คู่กับชื่อของเคนเนดี


ด้านทรัมป์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการศูนย์ กล่าวว่า งานปรับปรุงจะยังไม่เริ่มจนกว่าศาลอุทธรณ์จะพิจารณาคำสั่งดังกล่าว และหากคำตัดสินไม่เป็นคุณต่อเขาและศาลฎีกาไม่กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น โครงการปรับปรุงศูนย์เคนเนดี จะไม่เกิดขึ้น


ศูนย์เคนเนดีซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโพโทแมก ในกรุงวอชิงตัน เปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2514 จัดแสดงศิลปะหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นละครเวที การเต้นรำ ดนตรีคลาสสิก ดนตรีป๊อป และเพลงโฟล์ค นอกจากนี้ ศูนย์เคนเนดียังเป็นที่ทำการอย่างเป็นทางการของวงดุริยางค์สากล และคณะอุปรากรแห่งชาติ


อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่สอง เมื่อปี 2568 มีการผลักดันการปรับเปลี่ยนทิศทางการบริหารและการจัดแสดงนิทรรศการ ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรมของศูนย์อย่างมาก ทำให้ศิลปินหลายรายยกเลิกการแสดงเพื่อประท้วง ขณะที่คณะโอเปราและวงซิมโฟนีต้องย้ายไปใช้สถานที่อื่น


สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อรายได้ของศูนย์เคนเนดีอย่างมาก จนคณะกรรมการเตือนว่า ฐานะทางการเงินอาจกระทบต่อการจ่ายเงินเดือนและสัญญาบำรุงรักษา


ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐในกรุงวอชิงตัน เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ให้ศูนย์เคนเนดีนำชื่อทรัมป์ออก โดยระบุว่าการเปลี่ยนชื่อศูนย์ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส


แม้ตอนแรกมีการนำชื่อของทรัมป์ออก แต่ต่อมา คณะกรรมการซึ่งมีพันธมิตรของทรัมป์เป็นสมาชิกส่วนใหญ่ ยังลงมติเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ให้เพิ่มข้อความยกย่องทรัมป์บนอาคาร และเปลี่ยนชื่อพื้นที่โดยรอบเป็น “โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ พลาซา”


หลังจากนั้น ศาลผู้มีคำสั่งล่าสุดห้ามดำเนินการดังกล่าว พร้อมย้ำว่าการติดตั้งอนุสรณ์ หรือข้อความยกย่องทรัมป์ที่ศูนย์เคนเนดี ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเท่านั้น.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS