จากกรณีสภา กทม. มีมติ 26 ต่อ 23 เสียง ให้ตัดงบหุ่นยนต์สนับสนุนดับเพลิง 3.77 ล้านบาท เหลือเพียง 1 ตัว ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69 ที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิพุธ ศรีวะอุไร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางรัก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วิพุธ ศรีวะอุไร-Viput Srivaurai” แสดงความคิดเห็นกรณีสภา กทม. มีมติตัดงบหุ่นยนต์ดับเพลิงว่า กทม. เหลือ “หุ่นยนต์ดับเพลิง” 1 คัน หลังสภาโหวต 26 ต่อ 23 ตัดอีกคันออก

วันนี้สภากรุงเทพมหานครมีมติ 26 ต่อ 23 เสียง ให้ปรับลดงบประมาณ “หุ่นยนต์สนับสนุนดับเพลิง” จำนวน 1 คัน วงเงิน 3.77 ล้านบาท ออกจากงบประมาณปี 2570

ระหว่างการพิจารณา มีประโยคหนึ่งที่ผมฟังแล้วติดอยู่ในใจผู้สงวนได้อภิปรายว่า “เอาไปลองใช้ก่อนตัวหนึ่ง”

ผมเคารพมติของสภา แต่ยอมรับว่า เสียดายโอกาสจริงๆ ผมเข้าใจเหตุผลของการ “ลองใช้ก่อน” และเห็นด้วยว่าเทคโนโลยีใหม่ต้องผ่านการทดสอบ ต้องพิสูจน์ว่าใช้งานได้จริง ราคาเหมาะสม และตอบโจทย์ภารกิจก่อนที่เมืองจะนำมาใช้งาน

แต่ประเด็นสำคัญคือ ในที่ประชุม ท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ชี้แจงว่า ก่อนการส่งมอบ หุ่นยนต์จะต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานและเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อพิสูจน์ว่าสามารถใช้งานได้จริงเสียก่อน

ดังนั้นสำหรับผม คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราควรทดลองก่อนหรือไม่?” เพราะการทดสอบก่อนรับมอบเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว คำถามที่ผมกังวลมากกว่าคือ ถ้าเรามีเพียง 1 คัน แล้ววันที่เกิดเหตุอยู่อีกฝั่งของกรุงเทพฯ ล่ะ?

หุ่นยนต์หนึ่งคันจะประจำอยู่ฝั่งพระนคร หรือฝั่งธนบุรี? ถ้าเกิดเหตุอีกฝั่งหนึ่ง จะใช้เวลาเคลื่อนย้ายไปถึงกี่นาที? และ Response Time ระดับไหนจึงจะยังมีความหมายสำหรับเหตุเพลิงไหม้?

การบริหารความปลอดภัยจึงไม่ใช่แค่ถามว่า “หนึ่งคันใช้ได้ไหม?” แต่ต้องถามต่อว่า “หนึ่งคันครอบคลุมความเสี่ยงของเมืองนี้ได้ไหม?”

ผมเห็นด้วยเต็มที่ว่าอุปกรณ์พื้นฐานของนักดับเพลิงต้องพร้อม ตั้งแต่ชุดป้องกันภัย ถุงมือ รองเท้า เครื่องช่วยหายใจ ไปจนถึงกำลังคน สวัสดิการ และที่พักของเจ้าหน้าที่ ทุกเรื่องต้องได้รับการสนับสนุน แต่ผมไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องเลือกระหว่าง “ดูแลคน” กับ “ลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสี่ยงให้คน”

หุ่นยนต์ดับเพลิงไม่ได้มีไว้แทนนักดับเพลิง และไม่ใช่คำตอบของเพลิงไหม้ทุกประเภท แต่ในบางสถานการณ์ที่มีความร้อนสูง ควันหนา ความเสี่ยงจากการระเบิด โครงสร้างไม่มั่นคง พื้นที่แคบ หรือพื้นที่ใต้ดิน หากเราสามารถส่งเครื่องจักรเข้าไปก่อน แทนที่จะต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเสี่ยง ผมคิดว่านั่นคือ อีกหนึ่งชั้นของความปลอดภัยที่มีความหมาย

ผมเคยทำงานอยู่ในระบบที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง Safety มาก สิ่งหนึ่งที่ถูกปลูกฝังมาตลอดคือ ความปลอดภัยไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ชิ้นเดียว แต่มาจากการสร้างชั้นของการป้องกันให้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้

ต่อให้เครื่องมือหนึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้เพียงเล็กน้อย ผมก็ยังให้คุณค่ากับความเสี่ยงที่ลดลงนั้น เพราะปลายทางของตัวเลขไม่ใช่แค่เปอร์เซ็นต์ มันอาจหมายถึงเจ้าหน้าที่หนึ่งคนที่ได้กลับบ้านไปหาครอบครัว

แน่นอนครับ การเป็นอุปกรณ์ Safety ไม่ได้หมายความว่าเราจะซื้ออะไรก็ได้โดยไม่ตรวจสอบ ต้องกำหนดมาตรฐานให้ชัด ต้องทดสอบ ต้องพิสูจน์ ต้องตรวจสอบราคา ต้องฝึกผู้ปฏิบัติงาน และ ถ้าทดสอบแล้วไม่ผ่านเงื่อนไขที่กำหนด ก็ไม่ควรรับมอบ

แต่ผมก็ไม่คิดว่า “เรายังไม่เคยใช้” ควรเท่ากับ “เราไม่ควรมี” เพราะสำหรับอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย เราสามารถทดสอบก่อนรับมอบได้ แต่เมื่อรับมอบแล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ จะวางกำลังอย่างไรให้พร้อมใช้ในวันที่เกิดเหตุจริง

หลังจากมติวันนี้ ผมจึงอยากฝากคำถามไว้กับ กทม. ว่า หุ่นยนต์สนับสนุนดับเพลิงที่เหลือเพียง 1 คัน จะประจำอยู่ที่ไหน และจะบริหาร Response Time อย่างไรให้สามารถช่วยประชาชนและเจ้าหน้าที่ได้จริงเมื่อเกิดเหตุ

เพราะในวันที่เกิดเพลิงไหม้ ประชาชนคือคนที่พยายามวิ่งออกจากพื้นที่อันตราย แต่นักดับเพลิงของเรา คือคนที่ต้องเดินเข้าไป ผมเคารพมติ 26 ต่อ 23 ของสภากรุงเทพมหานครครับ แต่วันนี้ผมเสียดายโอกาสจริงๆ

ไม่ใช่เพียงเพราะกรุงเทพฯ ถูกปรับลดหุ่นยนต์ไปหนึ่งคัน แต่เพราะเราเสียโอกาสที่จะเพิ่มอีกหนึ่งชั้นของความปลอดภัย ให้กับคนที่มีหน้าที่เดินเข้าไป ในขณะที่คนอื่นกำลังวิ่งออกมา.

ขอบคุณข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ก “วิพุธ ศรีวะอุไร-Viput Srivaurai”