เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า กกต.เป็นหน่วยงานที่ยังคงดำรงอยู่ แม้เราจะรู้สึกขัดข้องใจกับบทบาทของ กกต. บางท่านก็ตาม แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ 3,000 คนกับงบประมาณปีนี้จำนวน 2,700 ล้านบาท เป็นภาษีชาวบ้านที่เราหวังให้ที่เราปฏิบัติหน้าที่ ได้ยินสมาชิกพูดกันว่าเราอย่าไปใส่ร้ายป้ายสีกัน ตนเห็นด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เมื่อปี 2568 กรณี ฮั้ว สว. เกิดปี 2567 มันคนละตอนกัน
ฉะนั้นจะพูดว่านายกฯ ใช้ตำแหน่งนายกฯ โกง โกงเลือกตั้งวุฒิสมาชิก คงจะไม่จริง แต่คนที่ทำเรื่องนี้ วางแผนเรื่องนี้ทุจริตการเลือกตั้งสว.เมื่อปี 67 ชื่อนามสกุลเหมือนกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนเพ่งเล็งรัฐบาลชุดนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนท้าให้ประธาน ไปถามประชาชนที่ไหนก็ได้ ว่าวันนี้มีใครเชื่อบ้าง ว่าการเลือก สว. ปี 2567 และการเลือกตั้ง สส. ซึ่ง กกต.ต้องเตรียมการตั้งแต่ปี 2568 ตามรายงานนี้สุจริตเที่ยงธรรม ตนท้าเพราะไม่เชื่อว่ามีคนไหนพูดเช่นนั้น และวันนี้ที่น่าสะท้อนใจที่สุดคือ เวลาเราไปเจอผู้คนที่อยากมาเป็นนักการเมือง หลายคนบอกว่ามาไม่ไหว เพราะไม่สามารถทำในสิ่งผิดกฎหมาย แข่งขันกับคนอื่นได้ และมีเพื่อนสมาชิก เวลาเราคุยกันส่วนตัว บ่นอยู่ตลอดเวลาว่าการเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องการประมูล การทำผิดกฎหมายแข่งขันกันแล้ว แต่ไม่สามารถมีใครทำได้
สำหรับการเลือก สว. ในบทเฉพาะกาลอุตส่าห์เขียนว่าที่ไหนมีคะแนนเลือกแล้วได้ 0 แล้วมีคนได้ 0 คะแนนเยอะ กฎหมายให้สันนิษฐานเด็ดขาดว่าเกิดการสมยอมขึ้น เพราะเห็นว่าคุณไม่ได้ตั้งใจมาสมัคร แต่มาสมัครเพื่อคนอื่น หรือถูกกะเกณฑ์มาเพื่อเลือกคนอื่น แต่พอเลือก สว. ปี 2567 กกต. ไม่เอาหลักนี้มาใช้ ซึ่งตนเคยสนทนากับเจ้าหน้าที่ กกต. บอกว่าจริงๆ ระบบนี้ เลือกที่ไหน หากมีแม้แต่คนได้ 0 คนเดียว ก็ให้ตัดแล้วเลือกใหม่อีกรอบ แต่ กกต.ไม่ทำ ยังไม่พอ ระเบียบที่จะเข้ามากำกับว่าใครมีคุณสมบัติอยู่กลุ่มไหนตามกฎหมาย จะมีหลักเกณฑ์อย่างไรก็ไม่รัดกุม สุดท้ายก็เกิดปัญหาขึ้น ทำให้มีการสมัครผิดกลุ่ม เอื้อให้เกิดขบวนการเกณฑ์คนมาแล้วทำขบวนการที่เป็นการฮั้วได้อย่างเป็นระบบทั้งประเทศ

แม้วันที่เลือกระดับประเทศ ซึ่งแต่ละรอบจะต้องมีการเลือกทั้งตอนเช้าและตอนบ่าย เพราะต้องเลือกในกลุ่มก่อนถึงจะไปเลือกไขว้ คำถามก็คือพอช่วงบ่ายบางคนตกรอบไปแล้ว ทำไมไม่มีการเปลี่ยนหมายเลขผู้สมัคร แปลว่าผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้วก็ยังมีหมายเลขอยู่ ทุกคนได้หมายเลขเดิม อย่างนี้ช่วยให้ฮั้วตามโพยได้หรือไม่ เพราะถ้าเปลี่ยนหมายเลข ก็ต้องไปทำโพยกันใหม่ทั้งตอนเช้าและบ่ายแต่ กกต. ก็ไม่ได้ทำ
เรื่องที่มาจากปาก กกต. เสียงข้างน้อย ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่ามีความพยายามที่จะร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดในระดับอำเภอ จังหวัด ถูกตัดตอนเกือบหมด คือมีขบวนการฮั้วไม่พอ ยังมีเครือข่ายครอบงำในระดับจังหวัดและอำเภอ ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และถ้ามีการวิพากษ์วิจารณ์ดีเอสไอ ก็ขอให้มีการเคารพศาลรัฐธรรมนูญด้วยที่วินิจฉัยไปแล้วว่ากระบวนการต่างๆ ที่ดำเนินการในช่วงนั้นเป็นกระบวนการที่ชอบ ขอให้ กกต. ตอบด้วยว่าได้ทำอะไรกับเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและจังหวัด
ดีที่ กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ไปรับผิดชอบสอบเหตุการณ์ที่ภาคใต้ ที่เกิดขึ้น 70 จุดพร้อมกัน ท่านก็คงบอกว่าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกัน แต่ทำไมเราเชื่อว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งๆ ที่พฤติกรรมการเลือก สว. เกิดขึ้นทั้งปทุมธานี อยุธยา นครนายก เชื่อมโยงกันหมด แต่ต้องมาแยก บอกว่าต่างคนต่างทำ ไม่เกี่ยวข้องกัน เป็นไปได้อย่างไร ความยุ่งยากเกิดขึ้นเพราะ กกต.ทำเรื่องนี้ล่าช้า

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่า “มีอีก 3 สำนวนที่ยังไม่เสร็จคือ สว. กลุ่มอิสระ กลุ่มไอลอว์ และสว. กลุ่มสีส้ม กกต.ต้องตอบว่า วันนี้ถึงไหนแล้ว กกต.ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน และปล่อยให้นำสำนวนไปเปิดเผย ไม่รู้สึก ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาวเลยหรือ ปล่อยให้มีคนเปิดทุกวัน เขามาหยามท่านทุกวัน ท่านก็ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ เกิดอะไรขึ้นกับ กกต. ปัญหาอยู่ที่คนนำมาเปิดนี่นิดนี่หน่อย เลือกเฉพาะบางหน้า บางคำให้การ และบางประโยค เพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองกับคนที่นำมาเปิด ประชาชนไม่ได้เห็นสำนวนครบถ้วน ในที่สุดสำนวนนั้นก็หลอกคนครึ่งประเทศ ตั้งแต่ยุวชนจนถึงผู้อาวุโสของประเทศ วันนี้คนทั้งประเทศเขาเชื่อสำนวนแล้ว จากการที่เปิดบางประการเพื่อใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง” นายศุภชัย กล่าว
จึงอยากให้ท่านตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน และรีบดำเนินคดีกับคนที่นำสำนวนนั้นมาเปิดเผย ขอฝาก กกต. 5 ประการ ดังนี้ 1. ท่านต้องชี้แจงองค์ประกอบ ที่มา กระบวนการ การทำงาน ของคณะกรรมการชุดที่ 26 ให้ชัดเจน เพื่อยุติข้อสงสัยที่ปรากฏต่อสาธารณะ 2. กำหนดและเปิดเผยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับและใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ชัดว่ามีการประสานข้อมูล และอะไรคือกระบวนการไต่สวนที่ กกต. ดำเนินการเอง
3. ชี้แจงสถานะของสำนวนอื่นที่มีลักษณะเดียวกันใน 3 คดีที่ตนกล่าวข้างต้น 4. ท่านต้องตรวจสอบระบบรักษาความลับ การเข้าถึงเอกสารในสำนวนอย่างจริงจัง หากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดนำเอกสารที่ไม่ควรเปิดเผย ออกไป ท่านก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย 5. เมื่อพิจารณาคดีใดแล้ว อยากขอให้ กกต. ยึดหลักว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ก็ดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่หากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ท่านก็ควรพิจารณาอย่างเป็นธรรม และไม่ด่วนสรุปจากสังคม




