เมื่อวันที่ 12 ก.ย.มีกระแสข่าวลือว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจงดการแถลงข่าวในวันที่ 14 ก.ย. ภายหลัง กกต.มีมติเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว.แต่ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ได้ชี้แจงยืนยันว่า การแถลงข่าวในวันที่ 14 ก.ย. ยังคงมีขึ้นตามกำหนดเดิม ไม่มีการยกเลิกแต่อย่างใด และ กกต.ได้ขอกำลังตำรวจนครบาล 2 และ สน.ทุ่งสองห้อง 1 กองร้อยมาดูแลความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาว่า ในการแถลงข่าวดังกล่าว กกต.จะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับมติในคดีฮั้ว สว. มากน้อยเพียงใด อาจไม่มีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ 3 ส่วน ส่วนแรก คือ รายชื่อบุคคลที่ถูกส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา โดยอาจแจ้งเพียงจำนวนรวม ทำให้สังคมยังไม่ทราบทันทีว่า บุคคลใดที่ กกต.เห็นควรให้ดำเนินคดีต่อ ส่วนที่สอง คือ สัดส่วนการลงมติ เช่น 5 ต่อ 2 หรือสัดส่วนอื่น ว่ากรรมการ กกต.ทั้ง 7 คน มีความเห็นแตกต่างกันอย่างไร ส่วนสุดท้าย คือ การไม่เปิดเผยผลการลงคะแนนเป็นรายบุคคลว่า กรรมการแต่ละคนลงมติในทิศทางใด โดยเหตุผลที่มีการกล่าวถึงคือ เพื่อลดแรงกดดันจากสังคม และป้องกันไม่ให้กรรมการแต่ละคนตกเป็นเป้าของกระแสวิพากษ์วิจารณ์หรือตกเป็นเป้าการโจมตี

ที่รัฐสภา “สส.ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า สำหรับคดีฮั้ว สว. กกต. ควรส่งฟ้องศาลฎีกา เพราะเหตุผลคือ 1.ในคดีที่หลักฐานอ่อนกว่านี้ กกต.ก็เคยฟ้อง กกต.เคยสั่งฟ้องจากแชทไลน์ไม่กี่ข้อความที่เป็นการแลกคะแนนกัน หรือการจับคู่กัน หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ 229 คน ที่มีการทำงานในลักษณะขบวนการ และเชื่อมโยงกับเรื่องเส้นเงิน การนัดหมายตามศูนย์ทำโพย มีใบสั่งโพยที่ถูกนำไปใช้ในวันเลือก สว.อย่างชัดเจน 2 ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต. อย่างน้อย 4 ใน 7 คน มาจาก สว.ชุดนี้เลือก จึงไม่ควรใช้ดุลพินิจของตนเองในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ที่รับรองเขามาเป็น กกต.
ที่มองว่า มีการเคลื่อนไหวกดดัน กกต. ตนมองว่า การที่ สส. และประชาชนเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามกฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด ส่วนเอกสารหลุดที่กลับคำให้การของพยานในคดีโกง สว. ก็ไม่ทราบจะเรียกว่า หลุด หรือปล่อย เพราะบังเอิญตรงกับสาระที่ สส. พรรคภูมิใจไทยได้อภิปรายไว้ การกลับคำให้การไม่ได้ทำให้หลักฐานเกี่ยวกับการโกง สว.หายไป เพราะมีหลักฐานจากพยานอีกหลายร้อยคน หลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินการนัดหมายประวัติการโทรศัพท์พูดคุย โพยใบสั่ง หรือผลคะแนนที่ตรงกับโพย เพราะมีช้างทั้งตัว พยานกลับคำให้การคนเดียวไม่ได้ทำให้ช้างหายไป
หาก กกต. มีคำตัดสินออกมาแล้วเป็นการยกคำร้องหรือไม่สั่งฟ้องใครทั้งๆที่หลักฐานมันชัด เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน กกต. เตรียมคำตอบไว้เลยตอนที่จะมารายงานประจำปี 2567-2568 ต่อ สภาผู้แทนราษฎรในวันพุธที่ 16 ก.ย.นี้ ว่าจะตอบคำถาม สส. และประชาชนอย่างไร ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาซึ่งบางส่วนอยู่ในฝ่ายบริหารก็ต้องเตรียมคำตอบไว้เช่นกันในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ในเชิงกฎหมาย
อยากสื่อสารถึงผู้ถูกกล่าวหาว่า กกต. มีมติยกคำร้องก็อย่าชะล่าใจว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาลฎีกา และฝากถึง กกต. หากมีการยกคำร้องทั้งๆที่หลักฐานชัด ขณะนี้ถือเป็นสิทธิ์ของพวกเราในการดำเนินการฟ้อง กกต. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราพร้อมจะทำทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมาย

พริษฐ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า คาดว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาเดิม คือพยายามทำญัตติให้เสร็จและยื่นภายในเดือน ก.ย. นี้ ล็อคเป้า 2-3 เรื่อง ส่วนแรก คือการโกงสอบท้องถิ่น คดีโกงเลือก สว. โครงการ TH-AI Passport ส่วนที่สองคือกลุ่มประเด็นที่เราตรวจสอบและเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นที่สาม ต้องรอดูว่าหลังจากนี้จนถึงวันอภิปราย จะมีเรื่องใหม่เข้ามาหรือไม่ 2 ชื่อที่ยืนยันเรียบร้อยแล้ว และพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกัน คือ “นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กับ “รมต.นก”ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
“เป๋า”ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า วันนี้เห็นมีการปล่อยข่าวว่า มีพยานในคดีการโกงเลือก สว. ไปกลับคำให้การหลังการเมืองเปลี่ยน เอกสารดังกล่าว ตนไม่เคยได้รับมาก่อนและไม่เคยเห็นมาก่อน คนที่ปล่อยเอกสารนี้ในวันนี้มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้ไม่ส่งฟ้องบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลนี้ เป็นคนแบบไหนที่เอาเอกสารในสำเนามาปล่อยก่อน กกต. จะสั่งด้วย
“ส่วนเอกสารของจริงในมือผมยังไม่ได้ปล่อย ถ้าจะสั่งฟ้องไปเลยก็จะไม่ต้องปล่อย ถ้าไม่สั่งฟ้องถึงจะเอามาให้ดูกัน เมื่อคดีมันถึงที่สุดแล้ว ดูกันแล้วกันนะครับว่า ในเรื่องการปล่อยเอกสารนี้ คนที่ถูกตั้งคำถามควรจะเป็นใคร ใครเคารพกระบวนการสอบสวนหรือไม่เคารพ และพวกที่โวยวายจะตามหาคนปล่อยสัปดาห์ที่แล้วจะไปตามหาคนนี้อีกหรือเปล่า หรือคนมีอำนาจดูแลเอกสารเป็นคนสั่งปล่อยเอง” นายยิ่งชีพ ยังฝากให้สังคมช่วยจำพยานหมายเลข 16

“หมอเอก”นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ TODAY LIVE โดยช่วงหนึ่งกล่าวถึงกระแสการโจมตีฝ่ายรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กำลังมีความพยายามสร้างผู้ร้ายทางการเมืองตัวใหม่ขึ้นมา เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลกลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีในระยะต่อไป ด้วยการฝังความเชื่อในวาทกรรมว่าเป็นระบอบสีน้ำเงิน ในเรื่องฮั้ว สว. การนำรายชื่อหรือข้อมูลบางส่วนออกมาเปิดเผย ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด และเป็นการออกมาเปิดเผยที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้เกี่ยวข้อง ที่ส่วนหนึ่งซึ่งเชื่อได้ว่าถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมและไม่มีโอกาสได้ชี้แจง แต่มีผลทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย
“มีบุคคลบางกลุ่มที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเข้าไปมีบทบาทในสภาสูง เพื่อใช้อำนาจเชื่อมโยงไปยังองค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งมองว่าเป็นการนำวิธีคิดหรือสิ่งที่ตนเองเคยตั้งใจจะทำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ นำมาย้อนกล่าวหาใส่ฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน วิธีคิดของอดีตพรรคต้นสังกัด ประสบการณ์ที่เคยร่วมงานมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ทำให้เห็นทั้งกระบวนการก่อตั้งพรรค การเคลื่อนไหวทางการเมือง และวิธีคิดจากภายใน ผมพอจะรู้ทัน”

ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาในหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “บทบาทขององค์กรอิสระต่อการเมืองไทย” ว่า การออกแบบองค์กรอิสระให้สำเร็จ 4 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1 ลำพังรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมไม่สามารถต้านทานการยึดครองรัฐได้ แต่การออกแบบที่ดีจะลดความเสี่ยงยึดของรัฐได้บ้าง ประการที่ 2 การกระจายอำนาจตรวจสอบให้เป็นเครือข่าย มักจะยั่งยืนมากกว่าการฝากความหวังไว้ที่องค์กรอิสระ เพียงองค์กรเดียว
ประการที่ 3 การสรรหาบุคลากรสำคัญไม่น้อยกว่าโครงสร้างหรือการออกแบบโครงสร้าง หากถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง องค์กรอิสระจะกลายเป็นตราประทับความชอบธรรมของรัฐบาล เป็นอาวุธในการฟาดฟันฝ่ายค้าน และ 4 ความเป็นอิสระต้องมาพร้อมกับความสามารถในการตรวจสอบได้หรือความสามารถพร้อมรับผิด เสนอให้มีกลไกการถอดถอนองค์กรอิสระในหลายเส้นทาง เปิดทางเลือกอื่นให้มีการฟ้องร้องตรงกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำความผิดต่อศาลฎีกา กำหนดให้มีการถอดถอนที่ใช้งานได้จริงและมีความโปร่งใส โดยให้ประชาชนเข้าชื่อ
“กกต.ควรนำเอาคดีที่มีข้อสงสัยใน สว.เข้าสู่การพิจารณาของศาลเพื่อรักษาความเชื่อถือของสถาบัน ระบบการสรรหาของไทย สว.ซับซ้อนและไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น กกต.ก็ไม่ควรแบกรับภาระในการตัดสินชี้ขาดด้วยตนเอง การส่งสำนวนให้ศาลฎีกาจะเป็นการนำเอาพยานหลักฐานเข้าสู่ระบบการไต่สวนที่โปร่งใส เปิดโอกาสให้มีการซักค้าน ให้ศาลเป็นผู้วางบรรทัดฐานทางกฎหมายว่า พฤติกรรมแบบไหนเป็นการล้ำเส้นล้ำกติกา แต่หาก กกต.เลือกที่จะยุติเรื่องโดยไม่ส่งให้ศาลตัดสิน ก็น่าจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”

เสวนาช่วงบ่าย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวว่า วันที่ 14 ก.ย. ถือเป็นโอกาสที่เราจะได้ฉีดวัคซีน เพื่อหยุดการแพร่ของไวรัสสีน้ำเงิน แต่จะมีการฉีดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับมติของ กกต. หาก กกต. ยกคำร้องทั้งหมด สุดท้ายไวรัสนี้ก็จะกลายพันธุ์แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตก็จะดื้อต่อวัคซีน หากคดีโกง สว. ทำได้โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือระบอบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด ถ้าคดีโกง สว. ทำสำเร็จ จะมีคนอยู่เหนือกฎหมายแน่นอน
“ผมมองว่าน่าจะออกได้แค่สองทางเท่านั้น คือ สั่งฟ้องทั้งหมดและไม่สั่งฟ้องใครเลย หาก กกต. ทำงานแบบตรงไปตรงมา พิจารณาจากพยานหลักฐาน กกต. ควรสั่งฟ้องทั้งหมด แต่ถ้าเราเชื่อว่ากกต. ไม่ได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ต้องการตอบแทนบุญคุณ ที่เลือกเข้ามาเป็น กกต. ต้องการปกป้องเครือข่ายสีน้ำเงินเข้ม อาจสั่งฟ้องเฉพาะสีน้ำเงินอ่อนที่สังเวยได้ อย่าลืมว่าศาลสามารถไต่สวนเข้าถึงหลักฐานได้ ถ้าศาลเข้าถึงหลักฐานขึ้นมา และพบว่ามีน้ำเงินเข้มบางคน หลักฐานชัดกว่าน้ำเงินอ่อนด้วยซ้ำ กกต. จะซวยแน่นอน” พริษฐ์ กล่าว
14 ก.ย. จะนำไปสู่ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ทางการเมืองหรือไม่ ต้องติดตาม.




