เมื่อวันที่ 17 ก.ย.พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รอง ผบก.น.1 รรท.ผกก.สน.ห้วยขวาง พร้อมด้วย พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ ร้องเกาะเกิด รอง ผกก.(สอบสวน)ฯ รรท.รอง ผกก.ป.สน.ห้วยขวาง พ.ต.ท.ชานนท์ ทองเกษม รอง ผกก.(สอบสวน) รรท.รองผกก.สส.สน.ห้วยขวาง และ พ.ต.ต.คณัสนันท์ ขวัญสง่า สว.(สอบสวน) รรท.สวป.สน.ห้วยขวาง ร่วมกับ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 10 นำกำลังเจ้าหน้าที่ ฝ่ายป้องกันและปราบปรามและฝ่ายสืบสวน สน.ห้วยขวาง ร่วมกับกรมธุรกิจการค้า, เจ้าหน้าที่ อย., และ สคบ. ร่วมกันประชุม กำหนดเป้าหมาย ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายในพื้นที่เขตห้วยขวาง ก่อนจะร่วมกันเข้าไปตรวจสอบที่ร้าน

ร้านแรกที่เจ้าหน้าที่ลงตรวจคือร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตจีน ตั้งอยู่ ฝั่งตรงข้ามซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 7 ที่ร้านพบพนักงานหญิงไทย 2 คน โดยอ้างว่าเพิ่งจะมาทำงานเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น โดยอ้างว่าบอกว่า เห็นประกาศรับสมัครในเฟซบุ๊กเมื่อมาสมัคร เจอชายชาวจีนเป็นคนสัมภาษณ์งาน โดยรับค่าจ้างรายเดือนเป็นเงินสดเดือนละ 22,000 บาท และจะส่งยอดขายรายวันให้เจ้าของผ่านทาง WeChat เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ อย. ได้ดำเนินการ เก็บตัวอย่างสินค้าหลายประเภทไปตรวจสอบหาสารปนเปื้อน และมีสินค้าหลายตัวที่ไม่มีฉลาก อย. ไม่มีสลากภาษาไทยกำกับ

ส่วนพนักงานเป็นหญิงไทยอายุประมาณ 50 ปีมีบัตรประชาชนคนไทย แต่ที่ผิดสังเกตคือ พูดภาษาไทยไม่ชัด ซึ่งเจ้าตัวอ้างกับตำรวจว่า พ่อแม่เป็นคนจีน แต่ตัวเองเกิดในไทยที่เชียงใหม่ แต่ที่บัตรประชาชนย้ายมาอยู่แขวงเพิ่มสิน เขตสายไหมเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเจ้าตัวให้การวกวนไปมาบอกว่าไม่เคยเจอกับนายจ้างที่เป็นหญิงไทยที่ชื่อจุฑามาศ เคยมีแชตสนทนาการพูดคุยแต่ก็ลบทิ้งไปแล้ว บ้างก็บอกว่านายจ้างเป็นชายชาวจีน ตนเองเคยเจอเพียงแค่ 1 ครั้ง คือวันที่มาจ่าย เงินเดือนซึ่งจะรับเป็นเงินสด แต่พอตำรวจถามคำถามนี้เจ้าตัวกับตอบว่าไม่เคยเจอนายจ้าง และรับค่าจ้างเป็นเงินโอนเข้าบัญชี จึงทำให้ตำรวจต้องเชิญตัวไปสอบปากคำที่ สน.ห้วยขวาง รวมทั้งจะตรวจสอบ บัตรประชาชนและการได้สัญชาติไทยมาด้วย

จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าร้านนี้ได้มีการแจ้งเลิกกิจการไปแล้วเป็นเวลากว่า 1 ปี แต่กลับยังเปิดร้านขายของตามปกติ และที่ร้านมีการ ติดป้าย ไว้หลังเคาน์เตอร์เก็บเงินว่าได้ชำระค่าโฆษณาให้กับนิตยสารแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นการโฆษณาเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบเว็บไซต์ของนิตยสารดังกล่าวพบว่า เป็นเว็บไซต์พนันออนไลน์

ส่วนอีก 1 ร้าน เป็นร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตเช่นเดียวกันซึ่งอยู่ใกล้ๆกับซอยประชาอุทิศ 22 พบหญิงไทย แสดงตัวเป็นเจ้าของ และมีลูกจ้างเป็นหญิงชาวเมียนมา 1 คน ตรวจสอบพบมีใบอนุญาตทำงานแบบผิดกฎหมาย เจ้าของยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่าได้สั่งของมาจากประเทศจีน และยินดีรับผิดตามกฎหมาย โดยอ้างว่า เพียงแค่ต้องการทำธุรกิจส่วนตัวเท่านั้น เพราะเห็นคนจีนมาตั้งซุปเปอร์มาร์เก็ตย่านห้วยขวางกันหลายร้าน ตนเองในฐานะคนไทยก็เลยอยากทำบ้าง

ส่วนร้านที่ 3 เป็นร้านเสริมสวยใกล้ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 6/1 หญิงไทยอ้างตัวเป็นพนักงาน โดยชั้นที่ 1 จะเปิดเป็นจุดทำเล็บ และทำผม, ชั้นที่ 2 เป็นสถานที่เก็บน้ำยาย้อมผม และน้ำยาทำเล็บ, ส่วนชั้นที่ 3 จะมีเตียง 3 เตียงพร้อมเครื่องมือครีมบำรุงหน้า ที่ไม่มีฉลากภาษาไทย ซึ่งพนักงานอ้างว่า มาทำงานที่ร้านเพียงแค่ 2 ปี โดยจะให้บริการลูกค้า เพียงแค่ทำเล็บทำผมและนวดหน้าเท่านั้น ไม่มีการฉีดสารความงามใดๆ เข้าร่างกาย

ส่วนร้านที่ 4 เป็นร้านขายสุรา ให้การอ้างว่าตนเองพึ่งมาทำงานเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้นโดยรับเงินค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท โดยมีใบอนุญาตประกอบการอย่างชัดเจน แต่จากการตรวจสอบพบว่าใบอนุญาตการขายสุราหมดอายุไปเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งลูกจ้างอ้างว่าได้มีการต่ออนุญาตเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่ยังไม่ได้นำใบมาตั้งโชว์หน้าร้าน เบื้องต้นตำรวจได้ตรวจยึดสุราบางส่วน ไปตรวจสอบ และให้ ร้านนำใบอนุญาตจำหน่ายสุรามาแสดงต่อเจ้าหน้าที่

ภายหลังการตรวจค้น พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รอง ผบก.น. 1 ในฐานะรักษาราชการแทนผู้กำกับการ สน.ห้วยขวาง เปิดเผยว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นเฟสที่ 3 ในการจัดระเบียบย่านห้วยขวาง ซึ่งร้านที่เข้าตรวจสอบ ร้านที่ 1 และร้านที่ 2 พบความผิดตาม พ.ร.บ. อาหารและยา ตรวจยึดของกลางเป็นผลิตภัณฑ์มากกว่า 1000 รายการ เนื่องจากสินค้าไม่ได้รับการอนุญาต โดยเฉพาะร้านที่ 1 ที่ลูกจ้างให้การรบกวนไปมา ไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ จำเป็นต้อง สอบปากคำอย่างละเอียด เนื่องจากมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย

รวมทั้งกรณี ที่มีบัตรประจำตัวประชาชน แต่ลักษณะการพูดคุย ดูเหมือนว่าไม่ใช่คนไทย ก็ต้องมีการประสานกับกรมการปกครองว่าได้บัตรประชาชนและสัญชาติไทยมาได้อย่างไร ส่วนร้านที่ 2 เจ้าของที่เป็นหญิงไทยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและยอมรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วนร้านที่ 3 ที่เป็นร้านเสริมความงาม ตรวจสอบไม่พบความผิด ชื่อเจ้าของร้านบอกว่าจะนำหลักฐานการยื่นประกอบการมาแสดงในภายหลัง

สำหรับการตรวจสอบในครั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับ ประชาชน และจัดระเบียบย่านห้วยขวาง โดยแยก กิจการประกอบการระหว่างคุณสีขาวและชนเผ่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ยังบอกอีกว่า ถ้าหากใครยังมีความคิดประกอบธุรกิจทุนสีเทาอยู่ ขอให้ปิดไปได้เลยไม่ว่าจะประกอบธุรกิจในภาคพื้นดินหรือบนอาคารพาณิชย์ตำรวจก็สามารถเข้าจับกุมได้