เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่หอประชุมพุทธมณฑล ในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.นครปฐม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาโปรดให้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ปฏิบัติศาสนกิจแทนพระองค์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสารท องคมนตรีเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาบุคลากรการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำพ.ศ.2569

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เชิญพระโอวาท สมเด็จพระสังฆราช เปิดการประชุม ว่า สมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาโปรดให้เชิญพระโอวาท มาในการประชุมสัมมนาบุคลากรด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ดังต่อไปนี้ ท่านทั้งหลายในฐานะนักเผยแผ่พระพุทธศาสนาย่อมเห็นตระหนักอยู่แล้วว่า สถานการณ์คณะสงฆ์และกิจการพระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ กําลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เกิดภาวะบั่นทอนกําลังใจของบรรดาพระภิกษุสามเณรและบุคลากรในกิจการพระพุทธศาสนา ที่สู้อุตส่าห์ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และปฏิบัติซื่อตรงตลอดมา ในนามคณะสงฆ์จึงขอถวายกําลังใจให้ทุกท่านจงอดทนและพากเพียรบําเพ็ญกรณียกิจเพื่อจัดการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป อย่าได้ย่อหย่อนหรือหยุดยั้ง เพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ทั้งสองสถานจักได้สำเร็จ สมดั่งพระพุทธาณัติ ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมอบหมายให้พุทธบริษัทต้องทำหน้าที่เผยแผ่พระสัทธรรม เพื่อเกื้อกูลมหาชนชาวโลกให้ได้อย่างกว้างขวางที่สุด สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรม และทรงพระมหากรุณาตรัสประกาศพระธรรมนั้นไว้ เพื่อให้ผู้สดับตรับฟัง น้อมนำไปปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติถูกแท้แล้ว ก็จักได้พึงเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง ปรากฏการให้ผลแห่งพระธรรมโดยไม่จํากัดด้วยกาล ทนทานต่อการพิสูจน์เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาในตนและวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน
บุคคลผู้อ้างตนว่าเป็นพุทธศาสนิกชนแต่ไม่ขวนขวายศึกษาพระธรรมย่อมหาใช่ศาสนิกที่แท้จริงของพระศาสนานี้ไม่ ชาวพุทธที่ดีจึงอาศัยการจัดการศึกษาที่ดีในทางธรรม แต่กระนั้น การศึกษาธรรมที่ดีก็ย่อมต้องอาศัยครูบาอาจารย์ หรือนักเผยแผ่ที่รู้ดี รู้จริง รู้ตรง และสามารถประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างได้ตามอย่างที่พร่ำสอนด้วย อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกระแสข้อมูลข่าวสารอันรวดเร็ว ใครๆ ก็สามารถตั้งตนเป็นนักพูด นักเขียน นักข่าว หรืออวดอ้างว่าเป็นนักเผยแผ่ได้อย่างเหนือความควบคุม สังคมไทยและสังคมโลกจึงตกอยู่ในภาวะระคนปนเปไปด้วยความหลอกลวง ความเท็จ และการกระตุ้นเร้าความโลภ ความโกรธ และความหลง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง เที่ยงตรง และแม่นยํา จึงเป็นหลักการสำคัญสำหรับนักเผยแผ่

นักเผยแผ่ที่ดี จึงต้องมีความรู้ที่ดีจากกระบวนการศึกษาที่ดี ไม่ฉาบฉวย หรือหลงใหลไปตามกระบวนทัศน์นอกหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ เพื่อให้หลักการแห่งความรู้จริงและรู้รอบเป็นพื้นฐานของการเผยแผ่ที่ชอบด้วยพระธรรมวินัย จึงขอฝากหลักการไว้ ณ ที่นี้ ให้นักเผยแผ่จงอย่าเผลอกระทำสัทธรรมปฏิรูป อย่าสอนผิดจากหลักสูตรคณะสงฆ์ และอย่าลวงโลกด้วยการแสร้งทำตน ว่าเป็นผู้ตื่นรู้ ทั้งๆที่ยังโง่เขลา อย่าบังอาจฉวยเอาพระพุทธศาสนาอันเป็นของบริสุทธิ์สะอาด ไปใช้ในทางมิชอบ เพื่อแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขสำหรับตน โดยวิถีทางที่สกปรกเป็นอันขาด ขอจงมีศรัทธาอันบริสุทธิ์ ดำรงตั้งมั่นไว้ด้วยดี อย่าได้คลอนแคลน หวั่นไหวต่อโลกธรรม เพื่อสัมฤทธิผลอันล้ำเลิศจักได้บังเกิดมีต่อพระศาสนา และชาติบ้านเมืองที่รักยิ่งของเราทั้งหลายสืบไป

จากนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวให้โอวาทใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ที่นำพระดำรัสของสมเด็จพระสังฆราช มาแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบในครั้งนี้ ถือว่าท่านทรงห่วงใยในสถานการณ์ปัจจุบันของพระศาสนา เราทั้งหลายในฐานะที่เป็นนักเผยแผ่ จะต้องทำตัวอย่างไร ให้เกิดความมั่นคงต่อการเผยแผ่พระสัทธรรม เมื่อเราทั้งหลายยึดมั่นอย่างจริงจัง ตรงต่อหลักธรรมคำสั่งสอน ไม่นำเอาสัทธรรมปฏิรูปที่มีอยู่มากมายในปัจจุบันมาดำเนินการ พูดง่ายๆ ว่า มายังศรัทธาของสาธุชนให้วิปริต ผิดไปจากหลักธรรมตามพระธรรมวินัย เราในฐานะเป็นนักเผยแผ่ สอนอย่างไร ต้องทำตัวอย่างนั้น ไม่ใช่สอนไปอย่างหนึ่ง ทำตัวไปอีกอย่างหนึ่ง ถือว่าไม่ใช่นักเผยแผ่ที่ดี พูดง่ายๆ ถ้าจะพูดกันตามภาษาสามัญว่า เป็นการลวงโลก เป็นการกล่าวเท็จ ไม่นำหลักธรรมคำสั่งสอนนั้นมาอย่างแท้จริง พระพุทธภาษิตก็มีอยู่แล้วว่า สอนอย่างไร ให้ทำตัวอย่างนั้น ถือว่าทางคณะสงฆ์ให้เกียรติอย่างสูง ว่าท่านเป็นนักเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

“ขอพูด เพราะเป็นความห่วงใย และเป็นความอนาทรร้อนใจ ยิ่งในปัจจุบันนี้ ยิ่งห่วงใหญ่มากยิ่งขึ้น เพราะสิ่งต่างๆ มันเกิดขึ้นกับคณะสงฆ์นั้น กระทบต่อศรัทธา ที่มีคนพูดกันว่า ทำศรัทธาให้วิกฤต ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ มันเกิดขึ้นอย่างนี้ เกิดทุกวัน พระสงฆ์สร้างโรงพยาบาล สร้างสถานสงเคราะห์คนชรา ช่วยเหลือด้านต่างๆ ไม่มีข่าว อยากจะปลุกใจให้ท่านทั้งหลายฉุกคิด ปลุกใจให้ช่วยกันคิด ว่าเราจะทำอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะในฐานะที่เป็นพระสงฆ์ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นผู้นำในด้านคุณธรรม จริยธรรม” สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าว



