เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 69 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโพสต์ของ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชป. ที่ไม่ได้สนับสนุนให้นำเงิน พ.ร.ก.กู้เงิน ไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่เห็นควรนำไปอุดหนุนเรื่องภาษีน้ำมัน ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน มีคำถามใหญ่ว่า เหตุใดรัฐบาลนำมาทำโครงการไทยช่วยไทย เบื้องหลังที่ชัดเจนคือ การไม่มีแผนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานตั้งแต่ต้น
ล่าสุดประธานคณะกรรมการกลั่นกรองบอกว่าต้องตีคืนเรื่องแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากมีงบเงินกู้ นำไปใช้ในการดูงานที่ต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่รับรอง พ.ร.ก.กู้เงิน ว่ามีข้อกังวลเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจากไม่มีแผนงานที่ชัดเจน ซึ่งรัฐบาลสามารถเลือกได้ 2 ทาง คือ 1.ระงับการกู้เงิน รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยระงับการกู้เงินน้ำท่วมมาแล้ว ในปี 2554 หรือ 2.รัฐบาลต้องเลือกทำแผนงานอย่างอื่น ซึ่งไม่ขัดต่อเงื่อนไขที่อยู่ใน พ.ร.ก.
“การนำเงินกู้ไปเป็นส่วนหนึ่งของการลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันดีเซล ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถทำได้ แต่การเลือกนำไปแจก เป็นเรื่องที่รัฐบาลตัดสินใจเอง มันต้องเทียบผลได้ผลเสียกับการลดภาษีน้ำมัน ต้องยอมรับว่าเรื่องมันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาพลังงาน ที่เป็นที่มาของ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ได้ทั้งระบบ ได้คนจนเป็นหลัก ได้ต้นทุนราคาสินค้าทุกชนิด” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า การออกมาตอบโต้ของรองโฆษกรัฐบาล เข้าใจว่าทำหน้าที่ปกป้องรัฐบาล แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ก็เห็นด้วย จึงออกประกาศลดภาษีสรรพสามิต B20 และภาษีอีกตัวหนึ่ง แต่ไม่ได้ลดดีเซลทั้งระบบ จึงมองว่าตอนนี้รัฐบาลยังมีทางเลือกอยู่ เพราะเครื่องมือทางการคลังของรัฐบาลเรียกว่าชนเพดานแล้วไปไหนไม่ได้ หากนายเอกนิติ ยอมให้ฝ่ายการเมืองมาครอบงำ บงการ ความเป็นมืออาชีพจะหมดไป



