ปัจจัยเหล่านี้กำลังเปลี่ยนโฉมภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก จากอดีตที่การแข่งขันวัดกันด้วยต้นทุนการผลิตและกำลังการผลิตไปสู่ยุคใหม่ที่วัดกันด้วย “ความสามารถการผลิตอย่างยั่งยืน” ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยีและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้มากกว่า ขณะที่ประเทศที่ไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาโลกใหม่ อาจเผชิญข้อจำกัดทางการค้าและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จึงไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย สู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ภายใต้ “อุตสาหกรรมสีเขียว” จึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
วันมายด์โกกรีน
กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือกรอ. จึงได้ขับเคลื่อนแนวทาง “กรอ. Go Green” ผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนอย่างสมดุล ภายใต้โรดแม็ป “วัน มายด์ อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านนโยบายมายด์ 4 มิติ ได้แก่ ความสำเร็จทางธุรกิจ ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม ความลงตัวกับกติกาสากล และการกระจายรายได้สู่ชุมชนที่ตั้ง
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “อุตสาหกรรมสีเขียว” ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดมลพิษหรือการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างการผลิตใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การใช้พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การจัดการของเสียตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การสร้างห่วงโซ่อุปทานสีเขียวไปจนถึงการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนและสังคม

อย่ามองเป็นต้นทุน
อดีตการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมอาจถูกมองว่าเป็น “ต้นทุน” หรือเป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่ในปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายองค์กรเริ่มมองว่าการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมคือ “การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนพลังงาน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุน รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก
ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทย เริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โรงงานจำนวนมากเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป การใช้เอไอ และระบบดิจิทัลในการบริหารจัดการพลังงาน การนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ รวมถึงการพัฒนาระบบบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร
ใช้เอไอวิเคราะห์ลึก
หลายสถานประกอบการเริ่มนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในกระบวน การผลิตและการจัดการพลังงาน เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบควบคุมการใช้พลังงานอัตโนมัติ หรือการใช้ AI วิเคราะห์ประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน ยังมีการนำพลังงานความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงทดแทนจากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิด Circular Economy ซึ่งช่วยลดทั้งต้นทุนด้านพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
โรงงานขยายสู่สีเขียว
นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากยังเริ่มขยายแนวคิดสีเขียวออกไปสู่ห่วงโซ่อุปทานและชุมชนรอบข้าง โดยมีการส่งเสริมให้คู่ค้าเข้าสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว การพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว รวมถึงการดำเนินกิจกรรมร่วมกับชุมชน เช่น โครงการธนาคารขยะ การสร้างอาชีพจากวัสดุเหลือใช้ การสนับสนุนผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับพื้นที่
แนวทางดังกล่าวช่วยสะท้อนว่า กรีน อินดัสทรี ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “โรงงาน” แต่กำลังเชื่อมโยงไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้บริโภค ชุมชน ไปจนถึงภาคบริการและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญอย่างยั่งยืนระยะยาว
ทั้งนี้ในอนาคตเกณฑ์อุตสาห กรรมสีเขียวระดับที่ 3 จะกำหนดให้โรงงานต้องแสดงผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานจริง ขณะที่ระดับที่ 4 จะเชื่อมโยงกับการจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร (ซีเอฟโอ) และการรายงานตามมาตรฐานสากล ส่วนระดับที่ 5 จะมุ่งสู่การมีแผน Carbon Neutrality หรือ Net Zero Pathway ชัดเจน ซึ่งเป็นความร่วมมือของกรอ.ร่วมกับมูลนิธิศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม (ICETT) ของญี่ปุ่น
ปัจจุบันไทยมีโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวแล้วกว่า 58,799 โรงงาน คิดเป็นมากกว่า 91% ของโรงงานทั้งหมดทั่วประเทศ ขณะที่โรงงานระดับสูงในระดับที่ 4 และ 5 เริ่มพัฒนาไปสู่การเป็นเครือข่ายสีเขียวและการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างจริงจัง สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยที่เริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สร้างโรงงานอยู่คู่ชุมชน
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวยังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมา หลายสถานประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างสมดุลมากขึ้น ผ่านการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างพื้นที่สีเขียว การสนับสนุนกิจกรรมชุมชน และการส่งเสริมอาชีพในระดับพื้นที่
ทำสมุดพกคาร์บอนโรงงาน
กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังเดินหน้าพัฒนา Digital Platform และระบบฐานข้อมูลกลาง ยกระดับการกำกับดูแลและการให้บริการภาคอุตสาหกรรมแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด ONE MIND รวมถึงการผลักดันระบบตรวจวัดมลพิษออนไลน์ การใช้เอไอ และการพัฒนา “สมุดพกคาร์บอน” เพื่อช่วยให้โรงงานติดตาม วิเคราะห์ และวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
จากผู้กำกับสู่ผู้ดูแล
นอกจากนี้ยังเตรียมกลไกสนับสนุนด้านกรีน ไฟแนนซ์ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและระบบผลิตสมัยใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวต่อกติกาเศรษฐกิจโลกใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ณ เวลานี้บทบาทของกรมโรงงาน อุตสาหกรรมในปัจจุบัน กำลังเปลี่ยนจาก “ผู้กำกับดูแล” ไปสู่ “ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน” ของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อผลักดันให้ภาคการผลิตของไทยสามารถเติบโตได้อย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม.



