สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ว่า แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตันเปิดเผยว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่กรุงมอสโก ในวันพุธที่ 21 ต.ค. นี้ หลังการหารือกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ที่นอร์เวย์
Pres. Zelensky: Nothing about Ukraine without Ukraine…So, I don't know what about trilateral meeting will be between America, China, and Russia…if the issues about Ukraine, our future, it can be acceptable only when we are at the table of negotiations. It's absolutely clear. pic.twitter.com/X734UJNYJK
— CSPAN (@cspan) October 20, 2026
แหล่งข่าวระบุว่า ยูเครนนำเสนอแนวคิดและข้อเสนอใหม่ในการหารือ ซึ่งมีผู้นำนอร์เวย์และฟินแลนด์ ตลอดจนผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป (อียู) และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เข้าร่วม โดยมีความคืบหน้าสำคัญในการกำหนดแนวทางร่วมเพื่อเจรจากับรัสเซีย ครอบคลุมหลักประกันความมั่นคงแก่ยูเครน แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม และโครงสร้างความมั่นคงของยุโรป

ด้านเซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครนกลับมาได้รับคำเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียอีกครั้ง หลังหารือกับนายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ พร้อมระบุว่า ทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตและระบบสื่อสารดาวเทียมสตาร์ลิงก์ รวมถึงหลักประกันความมั่นคงที่มีลักษณะคล้ายมาตรา 5 ของกฎบัตรนาโต ซึ่งกำหนดให้การโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด
BREAKING: President Trump provides a stark warning over Ukraine, demanding President Zelenskyy negotiate an end to the conflict while blasting the hundreds of billions sent overseas by the United States.
— Fox News (@FoxNews) October 20, 2026
"Ukraine has to want to settle this war. Zelenskyy has to want to settle… pic.twitter.com/QiZBcHRbpb
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับรัฐบาลเคียฟกำลังตึงเครียด หลังทรัมป์แสดงท่าทีเป็นมิตรมากขึ้นกับรัฐบาลมอสโก รวมถึงการทำข้อตกลงซื้อน้ำมันดีเซลจากรัสเซียและผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร พร้อมชี้ว่า รัสเซียมีความได้เปรียบจากขนาดกำลังรบและสามารถรุกคืบยึดครองดินแดนได้อย่างต่อเนื่อง.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



