ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของอินโดนีเซียพลาดโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุน หลังธนาคารกลางอินโดนีเซียตัดสินใจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ตลาดการเงินกลับมาอ่อนแออีกครั้ง และมีความเสี่ยงที่บริษัท เอ็มเอสซีไอ (MSCI) ผู้จัดทำดัชนีตลาดทุนระดับโลก จะปรับลดสถานะของอินโดนีเซียในดัชนีสำคัญ การขึ้นดอกเบี้ยอาจช่วยจำกัดความเสียหายจากความเสี่ยงดังกล่าวได้
Indonesian President Prabowo Subianto has a message for global index provider MSCI: Indonesia "is not afraid of anyone."
— Bloomberg (@business) October 21, 2026
His comments came days after MSCI said it was considering moving the country down from emerging-market to standalone status, sending its stocks tumbling.… pic.twitter.com/RVUjA2HIQk
Bank Indonesia skipped a chance to support its fragile markets, says @Moss_Eco. That stores up up bigger problems (via @opinion) https://t.co/RJdiHp6jRF
— Bloomberg (@business) October 22, 2026
การตัดสินใจที่ยากลำบากซึ่งอาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นถูกเลื่อนออกไป แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในระยะยาว ธนาคารกลางจำเป็นต้องเลือกลำดับความสำคัญระหว่างการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นางเดสตรี ดามายันตี ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย ไม่เพียงตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ แต่ยังประกาศลดสัดส่วนเงินสำรองขั้นต่ำที่ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงไว้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบธนาคาร หลังการประกาศค่าเงินรูเปียห์อ่อนตัวลง แม้ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวจากการปรับลดลงก่อนหน้านั้นบางส่วน ทั้งนี้ เสถียรภาพของค่าเงินเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของธนาคารกลาง และเป็นสิ่งที่อินโดนีเซียต้องการอย่างยิ่งในเวลานี้
นับตั้งแต่ พล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย เริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างสถาบันสำคัญของรัฐ หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อกว่า 2 ปีก่อน ค่าเงินรูเปียห์เผชิญความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยอ่อนค่าลงราว 7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี และร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้งในปีนี้ ขณะที่ พล.ท.ปราโบโว แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่า อินโดนีเซียจะไม่ยอมถูกข่มขู่จากผู้จัดทำดัชนีระดับโลก
การที่ธนาคารกลางพลาดโอกาสส่งสัญญาณสนับสนุนค่าเงินอย่างจริงจัง จึงไม่ใช่เรื่องที่สร้างความมั่นใจมากนัก ธนาคารกลางระบุว่า ยังคงต้องการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น การเข้าแทรกแซงตลาด เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินอ่อนตัวอย่างไร้ระเบียบ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางเข้าแทรกแซงตลาดมาอย่างน้อยหนึ่งปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการอ่อนค่าของรูเปียห์ ซึ่งมีผลงานย่ำแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในบรรดาสกุลเงินเอเชียในช่วงที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากจึงเห็นว่า จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ และคาดว่าธนาคารกลางอาจถูกกดดันให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยอาจต้องขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม
เมื่อไม่นานมานี้ เอ็มเอสซีไอสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุน ด้วยการส่งสัญญาณว่าอาจถอดอินโดนีเซียออกจากดัชนีตลาดทุนระดับโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนัก ขณะที่ค่าเงินและพันธบัตรรัฐบาลเผชิญแรงเทขาย จนนักเศรษฐศาสตร์หลายรายเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ย โดยซิตี้กรุ๊ปและบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ประเมินว่าอาจปรับขึ้นถึง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์
ความเสี่ยงที่อินโดนีเซียจะถูกถอดออกจากดัชนีของเอ็มเอสซีไอ อาจทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออก ซึ่งจะกระทบต่อความพยายามของปราโบโวในการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วตามที่หาเสียงไว้ รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลจึงเร่งสร้างความมั่นใจ โดยให้คำมั่นว่าจะเพิ่มความโปร่งใสในตลาดหุ้นและจัดการผู้กระทำผิด
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียประกาศว่าจะนำบริษัทที่มีการถือครองหุ้นกระจุกตัวสูงออกจากการคำนวณดัชนีอ้างอิง ซึ่งอาจช่วยให้ดัชนีสะท้อนภาพรวมตลาดได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คำมั่นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม
การปรับขึ้นดอกเบี้ยจึงอาจเป็นสัญญาณว่า อินโดนีเซียพร้อมตัดสินใจในเรื่องยากเพื่อรักษาความเชื่อมั่น โดยเอ็มเอสซีไอจะประกาศคำวินิจฉัยขั้นสุดท้ายในเดือนมิ.ย. ปีหน้า ทำให้ยังมีเวลาอีกหลายเดือนที่สถานการณ์อาจเลวร้ายลงได้
หากธนาคารกลางอินโดนีเซียไม่สามารถสร้างความชัดเจน เกี่ยวกับลำดับความสำคัญของนโยบายได้ ก็เสี่ยงบั่นทอนความน่าเชื่อถือของตนเอง ในช่วงที่กำลังถูกจับตามองมากขึ้น ทั้งนี้ การเปิดทางให้ผู้ว่าการธนาคารกลางดำเนินมาตรการที่จำเป็น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประธานาธิบดีเอง แม้ความนิยมของ พล.ท.ปราโบโว จะลดลงต่ำกว่า 50% และชาวอินโดนีเซียจำนวนน้อยลงที่เชื่อว่า บ้านเมืองกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ใช่มาตรการที่ได้รับความนิยม แต่สามารถช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติได้
อย่างไรก็ตาม ความกังวลของเอ็มเอสซีไอไม่ได้เกิดจากธนาคารกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับหน่วยงานกำกับดูแลและประธานาธิบดี ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางธรรมาภิบาลของประเทศ แม้ผู้ว่าการธนาคารกลางจะมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหา แต่ความรับผิดชอบในการยกระดับความโปร่งใสของตลาดทุนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
สถานการณ์ครั้งนี้ยังไม่รุนแรงเท่าวิกฤติเศรษฐกิจอินโดนีเซียเมื่อปี 2541 ซึ่งค่าเงินพังทลายและแรงกดดันจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีส่วนทำให้ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ผู้นำอินโดนีเซียในเวลานั้น ต้องลงจากอำนาจ
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะธนาคารกลางมีโอกาสแสดงบทบาทสำคัญในการประคองตลาดและฟื้นความเชื่อมั่น แต่การตัดสินใจล่าสุดกลับทำให้เกิดคำถามว่า อินโดนีเซียพร้อมรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่มากเพียงใด.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



