ตั้งแต่ปี 2559 เรื่องราวของประชานิยมในประเทศร่ำรวยมีศูนย์กลางอยู่ที่โลกแองโกล-อเมริกัน ทั้งการที่สหราชอาณาจักร โหวตออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต และการที่ชาวอเมริกันเลือกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐถึงสองสมัย แม้ไม่ติดต่อกันก็ตาม ทว่าสถานการณ์กำลังจะเปลี่ยน ในปีหน้า ประชานิยมมีแนวโน้มจะอ่อนแรงลงในโลกแองโกล-อเมริกัน แต่จะลุกโชนยิ่งขึ้นในยุโรปภาคพื้นทวีป

กระแสเริ่มแผ่วในสหรัฐและอังกฤษ


ในสหรัฐ พรรคเดโมแครตมั่นใจมากขึ้นว่า จะกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำให้ทรัมป์ต้องคอยหลบหมายเรียกของสภาไปตลอดวาระที่เหลือ ตอนนี้คะแนนยอมรับการทำงานของทรัมป์โดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 31% เมื่อเทียบรวมจากการสำรวจทุกโพล และในประวัติศาสตร์ ยังไม่เคยมีพรรคการเมืองใดของสหรัฐชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี ในยามที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันมีคะแนนนิยมต่ำขนาดนี้


ที่สหราชอาณาจักร นายไนเจล ฟาราจ พันธมิตรทางความคิดของทรัมป์ กำลังเสื่อมความนิยม คะแนนของพรรครีฟอร์มยูเคที่เขาก่อตั้งลดลงต่อเนื่องหลายเดือน ทั้งจากข่าวอื้อฉาว ที่ตัวฟาราจชอบรับของกำนัล และจากที่คนในพรรคชอบใช้วาจาหยาบคายใส่ชนกลุ่มน้อย ประเด็นใหญ่ของการเมืองสหราชอาณาจักรตอนนี้ จึงเป็นการกลับมาของระบบสองพรรค นั่นคือ พรรคอนุรักษนิยมและพรรคแรงงาน

น.ส.อลิซ ไวเดิล


ยุโรปเข้าสู่ “ซูเปอร์ไซเคิล” การเลือกตั้ง


ยุโรปกำลังเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งต่อเนื่องยาวหนึ่งปี เริ่มจากการเลือกตั้งทั่วไปของสเปนวันที่ 29 พ.ย. นี้ และขึ้นถึงไฮไลต์ ที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในเดือน เม.ย. ขณะที่เยอรมนียังไม่มีการเลือกตั้งระดับสหพันธ์ แต่การเลือกตั้งระดับรัฐสามรัฐในเดือน เม.ย. ปีหน้า อาจโค่นอำนาจนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ที่ตอนนี้ก็ง่อนแง่นอยู่แล้ว ส่วนในประเทศเล็กอย่างฟินแลนด์ โปแลนด์ และสโลวีเนียก็จะมีการเลือกตั้งเช่นกัน


ฝ่ายขวาประชานิยมได้เปรียบอยู่แล้วจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น วิกฤติผู้ลี้ภัยที่ไม่จบสิ้น และความไม่พอใจทั่วไปของประชาชน ในสเปน โพลชี้ว่าพรรคประชาชนซึ่งเป็นกลางขวา รวมกับพรรควอกซ์ซึ่งเป็นขวาจัดและน่าจะเป็นพันธมิตรกัน จะได้เสียงข้างมากชัดเจน หลังพรรคสังคมนิยมครองอำนาจมาแปดปี


ในฝรั่งเศส นางมารีน เลอ แปน นำในโพลห่างกว่าครั้งก่อน ๆ ขณะที่คู่แข่งอ่อนแอลง ฝ่ายกลางยังหาผู้สมัครที่มีเสน่ห์ไม่ได้ ส่วนฝ่ายซ้ายไปรวมตัวหนุนนายฌ็อง-ลุก เมลองชง ซึ่งสร้างความแตกแยกมากกว่าเลอ แปน เสียอีก ที่อิตาลี นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ผู้นำรัฐบาลซึ่งอยู่ได้นานที่สุดหลังสงครามโลก มีแนวโน้มจะชนะต่อ ในเยอรมนี พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (เอเอฟดี) เป็นพรรคขวาจัดซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดที่ 28% ส่วนพรรคเสรีภาพของออสเตรียซึ่งเป็นพรรคขวาจัดเช่นกัน มีคะแนนนิยมในประเทศสูงถึง 39%

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส


เหตุจลาจลในฝรั่งเศสเติมเชื้อไฟ


เหตุจลาจลในฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 ต.ค. น่าจะยิ่งเสริมให้ฝ่ายขวาแข็งแกร่งขึ้น ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง พยายามควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ตกต่ำ ด้านผู้นำโปแลนด์และฮังการีประกาศว่า เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่านโยบายผู้อพยพแบบแข็งกร้าวของรัฐบาลนั้น “เหมาะสมแล้ว”


ผลกระทบต่ออียูและยูเครน


อย่างน้อยที่สุด ช่วงเลือกตั้งนี้จะทำให้กลไกของอียูเป็นอัมพาต เพราะผู้นำแต่ละชาติจะเล่นเกมแข็งเพื่อหาเสียงในประเทศ ถ้าเลอ แปน ชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสปีหน้า จะเป็นแรงกระแทกต่อยุโรปยิ่งกว่าเบร็กซิต เพราะฝรั่งเศสเป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งอียูและผู้กำหนดทิศทางของสหภาพมาโดยตลอด

นางมารีน เลอ แปน และนายจอร์แดน บาร์เดลลา

แม้เธอจะเลิกพูดเรื่องพาฝรั่งเศสออกจากอียูแล้ว แต่นโยบายของเลอ แปน ทั้งการตัดเงินสมทบอียู การถอนตัวจากนโยบายผู้ลี้ภัยร่วม และการถอนตัวจากตลาดเดียวบางส่วน ก็เท่ากับเป็นการพาฝรั่งเศสออกจากอียูแล้วเกินครึ่งทาง


ผู้ได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุดจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรป คือประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ส่วนผู้เสียประโยชน์คือประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เลอ แปน ซึ่งพรรคของเธอเคยกู้เงินจากธนาคารในรัสเซีย 9.4 ล้านยูโร (ราว 354 ล้านบาท) ประกาศจะหยุดช่วยยูเครนยกเว้นด้านการฝึกทหาร และจะคัดค้านการรับยูเครนเข้าอียู ส่วนพรรคเอเอฟดีมีท่าทีสนับสนุนการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างเปิดเผย


ประชานิยมในยุโรปแข็งกร้าวขึ้น


หากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ นักวิจารณ์อเมริกันอาจประกาศว่า ประชานิยมแบบทรัมป์จบแล้ว แต่ทรัมป์เป็นเพียงหนึ่งในหลายตัวแทนของกระแสที่ใหญ่กว่านั้น และกระแสนี้อาจเริ่มต้นที่ยุโรปด้วยซ้ำ นายฌ็อง-มารี เลอ แปน บิดาของเลอ แปน เข้าสู่แวดวงการเมืองตั้งแต่ปี 2499 ส่วนนายซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี อดีตนายกรัฐมนตรีชื่อดังของอิตาลี ซึ่งล่วงลับไปแล้ว แต่ก็แสดงหลายลักษณะแบบทรัมป์ไว้ก่อนแล้ว


ประชานิยมยุคใหม่ในยุโรปมีแนวโน้มจะเข้มข้นขึ้น โดยมีการต่อต้านผู้อพยพ โดยเฉพาะชาวมุสลิม เป็นแกนกลาง อีกทั้งยังจะนำโดยผู้หญิงอย่างเลอ แปน เมโลนี และ น.ส.อลิซ ไวเดิล ผู้นำร่วมของพรรคเอเอฟดี หรือคนรุ่นใหม่อย่างนายจอร์แดน บาร์เดลลา ทายาทการเมืองของเลอ แปน ส่งสัญญาณว่า การเมืองยุโรปกำลังจะไปสู่ทิศทางที่แข็งกร้าวมากขึ้น.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS