ยุโรปกำลังเจอปัญหาพลังงานหลายด้านพร้อมกัน ทั้งราคาพลังงานที่สูง ความกังวลเรื่องอุปทาน และฤดูร้อนที่มีแนวโน้มร้อนขึ้นทุกปีจากภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ดี บัลแกเรียซึ่งตั้งอยู่ในทวีปยุโรป ได้รับฉายาว่า “แบตเตอรี่แห่งบอลข่าน” เพราะใช้ระบบกักเก็บพลังงานช่วยแก้ปัญหานี้ได้
บัลแกเรียได้รับเงินอุดหนุนจากสหภาพยุโรป ( อียู ) 700 ล้านยูโร ( ราว 26,378.80 ล้านบาท ) และใช้งบประมาณขยายความจุแบตเตอรี่ของประเทศเป็นสองเท่าภายในหนึ่งปี จากราว 3 กิกะวัตต์เป็นราว 6 กิกะวัตต์ ระบบนี้กักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้ตอนกลางวัน แล้วจ่ายออกช่วงหัวค่ำซึ่งเป็นช่วงที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด
ผลคือบัลแกเรียส่งออกไฟฟ้าได้มากขึ้นอย่างชัดเจน ข้อมูลของสมาคมการผลิต กักเก็บ และซื้อขายไฟฟ้า ( เอพีเอสทีอี ) ระบุว่า ปีนี้บัลแกเรียส่งออกไฟฟ้า 3.5 เทราวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 62% จากปีก่อน การส่งออกนี้ช่วยประเทศเพื่อนบ้านในช่วงคลื่นความร้อนเดือนก.ค. และส.ค. ซึ่งความต้องการใช้ไฟพุ่งสูงจนระบบสายส่งของหลายประเทศรับไม่ไหว

ความสำเร็จนี้น่าสนใจเพราะบัลแกเรียมีน้ำมันและก๊าซในประเทศน้อย และผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าประเทศอียูอื่นหลายประเทศ ปัจจัยที่ช่วยคือเงินอุดหนุนจากอียูและการปรับกฎระเบียบ ซึ่งดึงเอกชนเข้ามาลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน
ไฟฟ้าส่วนหนึ่งที่บัลแกเรียส่งออก มีปลายทางคือโรมาเนีย ซึ่งต้องปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หนึ่งเครื่องในเดือนส.ค. เพราะภัยแล้งทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดลง จนไม่พอใช้หล่อเย็นกังหันของเครื่องปฏิกรณ์ ไฟฟ้าจากบัลแกเรียยังช่วยให้โรมาเนียใช้พลังน้ำน้อยลง จึงรักษาระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำไว้ได้ ปกติโรมาเนียใช้พลังน้ำรับมือกับช่วงที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด

นายดิมิทาร์ ซาร์เชฟ หัวหน้าฝ่ายบริหารการจ่ายไฟส่วนกลางของผู้ดูแลระบบไฟฟ้าบัลแกเรีย ระบุว่า บางวันบัลแกเรียส่งออกไฟฟ้าสูงถึง 50,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง “เท่ากับมีไฟฟ้าไหลออกจากบัลแกเรียเฉลี่ยราว 2,000 เมกะวัตต์ทุกชั่วโมง ใกล้เคียงกับกำลังผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คอซลอดุย ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
ทั้งนี้ อียูพยายามพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานมาหลายปีแล้ว เพื่อแก้ปัญหาที่พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมผลิตไฟได้ไม่สม่ำเสมอ แต่การพัฒนาล่าช้าเพราะต้องรออนุมัติตามกฎระเบียบและรอเชื่อมต่อสายส่งนาน ถึงอย่างนั้น คาดว่าการติดตั้งจะเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในเยอรมนี สหราชอาณาจักร และอิตาลี ซึ่งปีนี้เผชิญกับราคาพลังงานที่สูงเป็นเชื้อไฟให้ความไม่พอใจในสังคมจนเกิดความไม่สงบ
ประเด็นนี้จึงยิ่งเร่งด่วนขึ้น การกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงที่ต้องการมากที่สุดยังช่วยกำหนดค่าไฟของผู้บริโภค และช่วยลดผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐกับอิหร่านด้วย
อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ช่วยได้มากที่สุดในฤดูร้อน ฤดูหนาวมีแสงแดดน้อย ผลิตไฟจากแสงอาทิตย์ได้น้อยลง จึงมีการคาดการณ์ว่า ช่วงฤดูหนาวที่จะกำลังจะมาถึง บัลแกเรียจะต้องพึ่งโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมมากกว่าพลังงานหมุนเวียนที่กักเก็บไว้
นอกจากนี้ บัลแกเรียยังต้องขยายระบบสายส่งก่อนจะเพิ่มระบบกักเก็บได้อีก และการขยายที่รวดเร็วเกินไปก็เริ่มลดแรงจูงใจของนักลงทุน เพราะส่วนต่างระหว่างราคาไฟตอนกักเก็บกับตอนจ่ายออกแคบลง โดยกระทรวงพลังงานบัลแกเรียระบุว่า “ถึงจุดหนึ่ง แบตเตอรี่อาจเริ่มแย่งรายได้กันเอง” ผู้ประกอบการจึงต้องหารายได้จากตลาดรักษาสมดุลและบริการระบบไฟฟ้า ไม่ใช่แค่ซื้อไฟตอนถูกแล้วขายตอนแพง
ด้านกรีซมีแสงแดดเกือบทั้งปีและดูน่าจะเป็นผู้นำในเรื่องนี้ ตามข้อมูลของทบวงพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ ( ไอรีนา ) กำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ของกรีซเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าระหว่างปี 2563-2568 แต่ระบบกักเก็บพลังงานยังตามหลังอยู่มาก กรีซจึงต้องพึ่งก๊าซนำเข้าเพื่อรับมือกับช่วงหัวค่ำที่ใช้ไฟสูงสุด
แม้จะเปิดประมูลแบตเตอรี่แบบติดตั้งแยกมาแล้วสามรอบตั้งแต่ปี 2566 อย่างไรก็ตาม กรีซเพิ่งติดตั้งระบบชุดแรกได้เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลคาดว่าความจุรวมจะถึง 1 กิกะวัตต์ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับบัลแกเรีย ช่องว่างนี้สะท้อนในค่าไฟ ข้อมูลของยูโรสแตทระบุว่า ครึ่งแรกของปีนี้ ค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนของกรีซ ไม่รวมภาษีและค่าธรรมเนียม เฉลี่ยอยู่ที่ 0.1967 ยูโรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ( ราว 7.41 บาท ) ส่วนของบัลแกเรียอยู่ที่ 0.1117 ยูโรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ( ราว 4.21 บาท )
กระทรวงพลังงานกรีซยืนยันว่า กำลังเร่งพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยเงินสนับสนุนจากอียูเพื่อลดค่าไฟ และคาดว่าจะมีแบตเตอรี่เพิ่มอีก 5 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 แต่บางฝ่ายมองว่ายังช้าเกินไป
นายมาโนลิส คาราปิดาคิส ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ( ซีอีโอ ) ของสมาคมผู้พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานกรีซ กล่าวว่า “ถ้าตอนนี้เรามีระบบ 6 กิกะวัตต์ใช้งานอยู่ ระบบไฟฟ้าของเราจะสมดุลกว่านี้ และผู้บริโภคก็จะได้ประโยชน์ด้วย”.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



