สำหรับประเทศไทยหลายสำนักจัดอันดับเรือนจำไทยติดโผ “ท็อป 10” ( TOP 10) เรือนจำที่มีผู้ต้องขังมากที่สุดในโลก และครองแชมป์อันดับ 1 ในอาเซียน มีผู้ต้องขังมากกว่า 3 แสนคน ปริ่ม ๆ ล้นเรือนจำ รัฐบาลแก้ไขมาหลายยุค แต่ปริมาณผู้ต้องขังยังเพิ่มขึ้น กระทั่งวิกฤติแพร่ระบาดโควิด-19 กลายเป็น “คันเร่ง” ให้การจัดการปัญหารวดเร็วขึ้น
หลายฝ่ายมีข้อห่วงใยเสนอแนวทางระบายผู้ต้องขัง ผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมพยายามผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ต้องขังกว่าร้อยละ 80 ในเรือนจำเป็นผู้ต้องคดียาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่กระทำผิดฐานครอบครองเพื่อเสพ
เมื่อปี 2016 คณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด ออกมาเรียกร้องให้นานาประเทศให้พันธสัญญาว่าจะใช้มาตรการที่มิใช่การคุมขัง พร้อมทั้งตระหนักถึงการใช้โทษจำคุกมากเกินไปเป็นนโยบายที่ล้าสมัยในการจัดการปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาศาลยุติธรรมได้เริ่มนโยบาย “ลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นทุกขั้นตอน” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิขอประกันตัวได้ง่ายขึ้น
“การปล่อยชั่วคราว” หรือการไม่ขัง ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายโดยโจทย์แรกคือการแก้ไขข้อจำกัดเวลายื่นขอประกันตัว เปิดให้ประชาชนสามารถมายื่นขอประกันตัวได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด และต่อยอดให้สามารถยื่นขอประกันตัวออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณาปล่อยชั่วคราวหรือไม่อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108-108/1 ที่ระบุให้ศาลใช้ดุลพินิจตามหลักเกณฑ์เพื่อพิจารณาความหนักเบาของข้อหา ความเสี่ยงในการหลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายอย่างอื่นหรือไม่ หากประเมินความเสี่ยงแล้วไม่มีปัญหาศาลก็ปล่อยได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ แต่หากข้อมูลส่วนนี้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็จำเป็นต้องวางหลักทรัพย์ เช่น เงินสด ที่ดิน หรือหลักทรัพย์อื่นค้ำประกันเอาไว้ ทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ไม่มีหลักทรัพย์เข้าไม่ถึงสิทธิประกันตัว

ดังนั้น เครื่องมือหนึ่งที่ศาลนำมาใช้กับการประกันตัวคือการใช้กำไล EM ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากประเมินความเสี่ยงแล้ว ผู้ต้องหาหรือจำเลยบางคนค่อนข้างเสี่ยงหรือมีความจำเป็น ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขการให้ประกันตัวเพิ่มด้วย ไม่ว่าจะใช้หลักประกันหรือไม่ใช้หลักประกัน
อีกข้อจำกัดในการยื่นคำร้องต่อศาลต้องกรอกข้อมูลและแนบเอกสารหลายอย่าง เช่น บัตรประชาชน ภาพถ่าย แผนที่ สำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งผู้ต้องหาบางรายขณะถูกจับไม่ได้พกบัตรประชาชนหรือไม่มีญาติมาติดต่อยื่นเรื่องให้ จะยื่นเองก็อาจเขียนหนังสือไม่ถนัด ความยุ่งยากนี้ถูกแทนที่ด้วย “คำร้องใบเดียว” ที่เขียนแค่ชื่อตัวเองหรือพิมพ์ลายนิ้วมือและไม่ต้องแนบเอกสารเพิ่มก็สามารถยื่นขอประกันตัวได้ เป็นการขยายโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีอาญาให้มีสิทธิได้รับประกันตัวได้เอง ไม่ต้องรอคนอื่นมายื่นให้
อย่างไรก็ตาม แม้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแล้ว ต่อมาศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ศาลก็ไม่ตัดสิทธิยื่นอุทธรณ์คำร้อง หรือจะยื่นเป็นคำร้องใหม่ โดยผู้ขอประกันต้องแสดงเหตุผลใหม่ หรือเหตุผลที่จะหักล้างเหตุผลเดิมของศาลที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
ทั้งนี้ สถิติการปล่อยตัวชั่วคราว
ปี 62 มีคำร้อง 217,903 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาต 200,713 คดี คิดเป็นร้อยละ 92.11
ปี 61 มีคำร้อง 235,404 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาต 214,444 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.10
ปี 60 มีคำร้อง 227,687 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาต 212,653 คดี คิดเป็นร้อยละ 93.40

ขณะที่กรมราชทัณฑ์หนึ่งในหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมปลายทางมีแนวทางจัดการปัญหาล้นเรือนจำ โดยปีที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบาย Quick Win สามารถบรรเทาสถานการณ์ความแออัดในเรือนจำได้ระดับหนึ่ง จำนวนผู้ต้องขังลดลงมาเหลือประมาณ 290,000 คน พื้นที่ความจุภายในเรือนจำสามารถรองรับผู้ต้องขังได้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 310,000 คน โดยใช้กลไกการพักการลงโทษกรณีปกติ กรณีมีเหตุพิเศษ และการติดกำไล EM การลดวันต้องโทษจำคุก
รวมถึงพัฒนาพฤตินิสัยไม่ให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษกลับไปกระทำผิดซ้ำ และตั้งนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์เพื่อฝึกอาชีพและหาอาชีพให้หลังพ้นโทษ
ปี 62 มีผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัว 160,439 คน กลับมากระทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี 21,185 คน กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี 35,840 คน และกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี 42,944 คน
ปี 63 มีผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัว 156,626 คน กลับมากระทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี 18,932 คน กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี 28,575 คน และกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี 28,819 คน
ปี 64 มีผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัว 195,742 คน กลับมากระทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี 15,560 คน กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี 16,153 คน เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้พ้นโทษและผู้กระทำผิดซ้ำจะเห็นว่าระยะหลัง จำนวนผู้กระทำผิดซ้ำเริ่มลดลง

ขณะที่ปี 65 กรมราชทัณฑ์ยังคงผลักดันนโยบายลดความแออัดในเรือนจำต่อเนื่อง เพื่อให้จำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศลดลงอีก โดย นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เน้นย้ำให้ใช้พื้นที่เรือนจำชั่วคราวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เรือนจำใดผู้ต้องขังหนาแน่นต้องระบายเกลี่ยจำนวนย้ายตามอัตราความจุที่กรมราชทัณฑ์ปรับใหม่เป็น 1.6 ตารางเมตรต่อคน และไม่ให้เรือนจำ หรือทัณฑสถานที่มีลักษณะทางกายภาพเป็นเรือนจำแดนเดียวมีผู้ต้องขังเกินอัตราความจุเป็นอันขาด เพื่อการบริหารจัดการโควิด-19 รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังควบคู่กันไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีอีกหนึ่งช่องทางที่น่าจะส่งผลต่อจำนวนผู้ต้องโทษในเรือนจำที่ลดลง หลัง ประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่ มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 64 โดยเปลี่ยนแปลงหลักการกำหนดโทษแนวใหม่ ให้ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำผิด และคำนึงถึงพฤติการณ์ความร้ายแรง ซึ่งบทกำหนดโทษเกี่ยวกับยาเสพติดบางฐานจะมีบทลงโทษลดลง “เป็นคุณ” ต่อผู้กระทำผิด และมีการนำพฤติการณ์การกระทำความผิดมาพิจารณาอัตราโทษแทนการใช้บทสันนิษฐาน
ทำให้ผู้ต้องขังที่มีโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่บัญญัติในกฎหมายฉบับใหม่ อาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอกำหนดโทษใหม่ได้ ตามมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

หมายความว่าผู้ต้องขังคดียาเสพติดประเภทที่ 1 ยาเสพติดประเภทที่ 2 และ 4 ยาเสพติดประเภทที่ 5 และกลุ่มผู้ต้องขังคดีเกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์และสารระเหย สามารถยื่นคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ได้ และศาลจะใช้ดุลพินิจพิจารณากำหนดโทษให้ใหม่หรือไม่ได้ จึงอาจเป็นผลทำให้ตัวเลขผู้ต้องขังในเรือนจำลดลงไปอีก
ปัจจุบันข้อมูล ณ วันที่ 1 ม.ค. 65 มีจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศ 279,812 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด 228,049 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 81.50 ส่วนใหญ่เป็นนักโทษเด็ดขาดคดีถึงที่สุดแล้ว 187,368 คน.




