“มองไกล เห็นใกล้” ยกตัวอย่าง ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด เมื่อเด็กชายวัย 6 ขวบ นอนเสียชีวิตภายในรถ ตามร่างกายมีร่องรอยฟกช้ำ มีเลือดออกจมูกคล้ายถูกทำร้าย ขณะที่แม่แท้ๆ ทำทีแจ้งผู้ใหญ่บ้านว่า “เด็กตายเอง” โดยกุเรื่องไสยศาสตร์กลบเกลื่อน
ช่วงแรกตำรวจได้นำตัวพ่อเลี้ยงไปสอบสวน ก่อนเปิดปากรับสารภาพฉนวนเหตุมาจากการหงุดหงิดที่เด็กขอไปจับปู ด้วยความโมโหจึงจับลูกเลี้ยงเหวี่ยงใส่ล้อรถยนต์ก่อนปล่อยให้นอนอยู่ในรถ ซึ่งขัดกับภาพอันคุ้นชินของชาวบ้านในละแวกที่มักพบเห็นใบหน้าเขียวซ้ำ หัวบวมปูดของเด็กน้อยวัยไร้เดียงสาเมื่อออกมาวิ่งเล่นกับเพื่อน และบ่อยครั้งที่เห็นแม่ใช้กำลังทุบตี จนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปมเสียชีวิตน่าจะมาจาก “ทุบตีจนตาย”
แต่แล้วความจริงย่อมมีเพียงหนึ่ง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผอ.ศพดส., พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น. ประสานข้อมูลสืบสวนกับพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2, พล.ต.ต.ปกรณ์ มณีปกรณ์ ผบก.ภ.จว.ตราด และ พ.ต.อ.สมชาย อยู่สวัสดิ์ รอง ผบก.ภ.จว.ตราด ตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต
หลักฐานชิ้นสำคัญมัดตัวเป็น “ไม้แขวนเสื้อ” ที่อยู่ในสภาพที่หัก ประกอบกับผลชันสูตรระบุชัดว่า เสียชีวิตจากสมองฟกช้ำ กะโหลกศีรษะแตกร้าว โดยบาดแผลไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก มีรอยฟกช้ำทั้งเก่า-ใหม่ เกิดเป็นระยะต่อเนื่องสะสม ไม่นานคนร้ายตัวจริงก็ปรากฏ ซึ่งใครจะไปคาดว่าคิดว่า ผู้ก่อเหตุคือ “แม่แท้ๆ” ส่วนมูลเหตุมาจากที่เด็กอึใส่รถจึงเกิดความโมโห ที่ไม่แจ้งตำรวจก็เพราะตกใจกลัว และเกรงไม่มีคนดูแลลูกสาวอีกคนในวัย 11 เดือน
จะว่าไปสมัยนี้ “กรรมติดจรวด” ไวเสียจริง ไม่ต้องรอชาติหน้า เมื่อกฎแห่งกรรมพิพากษาสังคมตราหน้าว่า การกระทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับ “แม่ใจยักษ์ที่ฆ่าลูกในไส้ได้ลงคอ” หวนคิดอยากถามจิตใจของเธอผู้นี้ทำด้วยอะไร ต้องโหดเหี้ยม..แค่ไหน นี่หรือการกระทำของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่
อย่าลืมนะครับ!! เด็กเขาไม่ได้มาขอเกิด คุณต่างหากที่เป็นคนทำให้เกิด หยุดเสียทีกับการส่งต่อค่านิยมแบบ “รุ่นต่อรุ่น” ที่ว่าการตีคือ “การสั่งสอนด้วยความรัก”
ในทางกลับกันการพูดคุย อบรม สั่งสอนด้วยเหตุและผลต่างหากคือ ความรักที่แท้จริง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกกับเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว มีเด็กจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อจนถึงขั้นเสียชีวิต ที่ผ่านมาเราต่างพบเจอเรื่องราวร้ายๆบนหน้าสื่อ ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 รวบรวมสถิติพบข้อมูลน่าสนใจ ในปี 2563 พบว่าประเภทความรุนแรงมี 2,269 ราย แบ่งเป็นในครอบครัว 1,627 ราย นอกครอบครัว 669 ราย ขณะที่ปี 2564 พบมี 3,111 ราย แบ่งเป็นในครอบครัว 2,379 ราย นอกครอบครัว 732 ราย แนวโน้มความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น
ความสูญเสียครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำภาพชัดว่าสังคมไทยกำลังเพิกเฉยกับการเห็นเด็กถูกทุบตีหรือไม่??
ใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนที่รักลูก ที่ผ่านมาชาวบ้านในละแวกทุกคนต่างรู้ และได้เห็น จนเป็นภาพชินตา แต่เลือกเพิกเฉยไม่พูดออกมา มาพูดก็ตอนที่สายไป ถึงเวลาควรหันมาฉุกคิด “ความรุนแรงในครอบครัว เป็นเรื่องของทุกคน” หาใช่เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา มิเช่นนั้นเราก็จะพบเห็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัวแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า.
นายอัคคี



