สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นที่ตั้งของศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่สุด 2 แห่ง ของศาสนาอิสลาม ส่วนอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก ทั้งสองประเทศตั้งเงื่อนไข การผูกสัมพันธ์กับอิสราเอลในท้ายที่สุด จะเกิดขึ้นภายหลังการก่อตั้งรัฐเอกราชของชาวปาเลสไตน์ บนดินแดนที่อิสราเอลยึดครอง หลังสงครามตะวันออกกลางปี พ.ศ. 2510

นายยาอีร์ ลาปิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล กล่าวให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุกองทัพ เมื่อวันอังคาร ว่า อิสราเอลกำลังหาแนวทาง ขยายความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศมุสลิม ตาม “ข้อตกลงสันติภาพอับราฮัม” เพิ่มขึ้นอีกจาก 4 ประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) บาห์เรน ซูดาน และโมร็อกโก โดยประเทศที่หมายตาไว้คือ อินโดนีเซีย และซาอุดีอาระเบีย แต่การสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ กับ 2 ประเทศนี้ อาจต้องใช้เวลานาน
ลาปิด เผยอีกว่า จะมีประเทศมุสลิม “ขนาดเล็กกว่า” อีกหลายประเทศ ผูกสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล ในระยะ 2 ปีข้างหน้า
แม้จะไม่มีความสัมพันธ์เป็นทางการต่อกัน ในปี 2563 ซาอุดีอาระเบียบรรลุความตกลง อนุญาตให้เที่ยวบินโดยสารพลเรือน อิสราเอล-ยูเออี บินผ่านน่านฟ้าซาอุดีอาระเบียได้ และเที่ยวบินโดยสารของนายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเนตต์ ของอิสราเอล บินผ่านน่านฟ้าซาอุฯ เมื่อเดือนทางเยือนกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของยูเออี เมื่อเดือนที่แล้ว
การเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างลับๆ ในเดือน พ.ย. 2563 ของอดีตนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้รับการยืนยันจากรัฐบาลอิสราเอล และทางการซาอุฯ แถลงปฏิเสธ ทั้งอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย มีความวิตกร่วมกัน เกี่ยวกับอิหร่าน ซึ่งเป็นศัตรู่ร่วมของ 2 ประเทศ

ทั้งซาอุดีอาระเบียและอินโดนีเซีย กล่าวประณามการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ต่อเป้าหมายกองกำลังฮามาส ในดินแดนฉนวนกาซาของชาวปาเลสไตน์ ในระหว่างการปะทะดุเดือดนาน 11 วัน ในเดือน พ.ค. 2564 ซึ่งมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 250 ราย และฝ่ายอิสราเอลเสียชีวิต 13 ราย.
เครดิตภาพ – Reuters
ครดิตคลิป – Al Jazeera English



