สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน เมื่อวันจันทร์ โดยนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส กล่าวว่า “วิถีทางการทูตและการเจรจาเท่านั้น” ที่จะสามารถคลี่คลายวิกฤติการณ์ครั้งนี้ได้

Reuters


อย่างไรก็ตาม นางลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า การที่กองทัพรัสเซียยังคงประจำการทหารมากกว่า 100,000 นาย และสรรพาวุธอีกจำนวนมาก ประชิดติดชายแดนทางตะวันตกซึ่งติดกับภาคตะวันออกของยูเครน ไม่ใช่เพียงการแสดงความก้าวร้าวและการคุกคามต่อยูเครน แต่ยังครอบคลุมถึงทั้งยุโรปและประชาคมโลกทั้งหมด ส่วนการวิเคราะห์สถานการณ์ของยูเอ็นเอสซี “ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานของความเป็นจริง จะถือเป็นการคุกคามไม่ได้”


ขณะเดียวกัน กรีนฟิลด์กล่าวด้วยว่า รัฐบาลวอชิงตัน “เห็นหลักฐาน” ว่ากองทัพรัสเซียเสริมกำลังพลเพิ่มอีกมากกว่า 30,000 นาย ประชิดชายแดนยูเครน

Reuters


ด้านนายวาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำยูเอ็น กล่าวว่า ฝ่ายตะวันตก “ยังคงไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์” ว่ากองทัพรัสเซียจะเคลื่อนกำลังพลข้ามพรมแดนเข้าสู่ยูเครน และในขณะที่สหรัฐและพันธมิตรย้ำถึง “การลดความรุนแรง” และความตึงเครียด แต่เหนือสิ่งอื่นใด ฝ่ายตะวันตกยังคงเดินหน้า “สร้างความตื่นตระหนกและความหวาดผวา”


ส่วนนายมาร์ติน คิมานี เอกอัครราชทูตเคนยาประจำสหประชาชาติ เรียกร้องสหรัฐ รัสเซีย และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) หารือจุดยืนที่เหมาะสมร่วมกันโดยเร็ว และกล่าวด้วยว่า แอฟริกามองสถานการณ์นี้ คือการสร้างศัตรูโดยอาศัยภูมิศาสตร์การเมืองโลก แบบเดียวกับยุคสงครามเย็น


เนเบนเซียกล่าวว่า รัฐบาลมอสโก “ไม่เคยมีความหวาดกลัว” กับการหารือเรื่องยูเครน เพียงแต่ “ไม่เข้าใจ” ว่าการประชุมครั้งนี้ “มีความจำเป็นถึงเพียงนั้นหรือไม่” ทั้งนี้ การหารือลักษณะนี้ต้องเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไข ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกอย่างน้อย 9 ประเทศ ซึ่งสหรัฐรวบรวมได้ 10 เสียง อินเดีย กาบอง และเคนยา งดออกเสียง ส่วนรัสเซียและจีนคัดค้าน.

เครดิตภาพ : REUTERS