เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.อ.ณตฐพล บุญงาม เสนาธิการทหาร เป็นประธานฝ่ายไทย และนายไมเคิล ฮีธ (Mr. Michael Heath) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นประธานฝ่ายสหรัฐ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ 2022 ในวงรอบเฮฟวี่เยียร์ ครั้งที่ 41 โดยมี พล.ท.ชิดชนก นุชฉายา เจ้ากรมยุทธการทหาร ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกคอบร้าโกลด์ 22 และ พ.ท.บิล กรู๊บ (Bill Grube) ผู้อำนวยการแผนกฝึกร่วมผสม คณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐประจำประเทศไทย (จัสแมกไทย) เข้าร่วม

พล.อ.ณตฐพล กล่าวว่า การฝึกคอบร้าโกลด์ เป็นการฝึกร่วมผสมทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกองทัพไทย และกองกำลังสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นอินโดแปซิฟิก ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ 2022 ครั้งที่ 41 จะเริ่มขึ้นในระหว่างวันที่ 20 ก.พ.-5 มี.ค. ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ที่มีมายาวนาน 200 ปี โดยปีนี้มีกำลังทหารร่วมฝึก 3,460 นาย คิดเป็น 2 ใน 3 จากการฝึกที่ผ่านมา

ขณะที่ พล.ท.ชิดชนก กล่าวถึงรายละเอียดการฝึกว่า การฝึกครั้งนี้มีประเทศเข้าร่วมการฝึกหลัก 7 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สาธารณรัฐเกาหลี และมาเลเซีย ประเทศที่เข้าร่วมการฝึกเพิ่มเติมในโครงการช่วยเหลือประชาชน จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย และออสเตรเลีย ส่วนประเทศในโครงการเสนาธิการผสมส่วนเพิ่มนานาชาติ จำนวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ แคนาดา ฝรั่งเศส อังกฤษ มองโกเลีย เนปาล นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ ฟิจิ และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 20 ประเทศ สำหรับยอดทหารเข้าร่วมการฝึกจำนวน 3,460 นาย ประกอบด้วย ไทย 1,953 นาย, สหรัฐอเมริกา 1,296 นาย, สิงคโปร์ 50 นาย, อินโดนีเซีย 16 นาย, ญี่ปุ่น 35 นาย, สาธารณรัฐเกาหลี 41 นาย, มาเลเซีย 36 นาย, จีน 10 นาย, อินเดีย 5 นาย และออสเตรเลีย 18 นาย

เมื่อถามว่า ประเทศเมียนมาได้แสดงเจตจำนงขอเข้าร่วมฝึกคอบร้าโกลด์ ในฐานะเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์หรือไม่ พล.ท.ชิดชนก กล่าวว่า เป็นการพิจารณาร่วมกันระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่เห็นตรงกันว่าอาจไม่คุ้มค่าในเรื่องของเวลาในการให้ประเทศที่เป็นผู้สังเกตการณ์ จากเดิมมี 10 ประเทศ เข้าร่วมฝึกในครั้งนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด-19 จึงไม่มีการเชิญ

เมื่อถามว่า การลดกำลังทหารลง ติดปัญหาค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณเรื่องกักโรคหรือไม่ พล.ท.ชิดชนก กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่ง เพราะต้องมีการกักตัว 7 วัน และการควบคุมโรคมีความยุ่งยาก และการนำกำลังทหารเข้ามามากๆ เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค ปีนี้ ได้มีการปรับลดกำลังพล จาก 8,964 นาย เหลือ 3,460 นาย และปรับรูปแบบการฝึกภาคสนาม โดยงดการฝึกร่วมขนาดใหญ่ของทั้ง 3 เหล่าทัพ ได้แก่ การฝึกยกพลขึ้นบก การฝึกอพยพพลเรือนออกจากพื้นที่การรบ และการฝึกดำเนินกลยุทธด้วยกระสุนจริง และคงการฝึกผสม ในระดับยุทธวิธีของทั้ง 3 เหล่าทัพ ในลักษณะการฝึกแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ ระดับไม่เกิน 1 กองร้อย โดยไม่เกิน 500 นายในแต่ละพื้นที่การฝึก เพื่อให้สอดรับกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของกระทรวงสาธารณสุข.