ราล์ฟ รังนิก ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมายอมรับว่าเขาและลูกทีมคงต้องโทษตัวเอง หลังมีอันต้องจอดป้ายแค่รอบ 32 ทีมสุดท้ายศึกเอฟเอ คัพ ฤดูกาลนี้ เมื่อแพ้ มิดเดิลสโบรห์ ทีมจากเดอะ แชมเปี้ยนชิพ คาบ้านในการดวลจุดโทษ 7-8 หลังเสมอกัน 1-1 ในเวลา 120 นาที เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังมีโอกาสปิดบัญชีมากมายในช่วงเวลาปกติ แต่ทำไม่สำเร็จกันไปเอง

เกมนี้ “ผีแดง” ขึ้นนำก่อนจาก เจดอน ซานโช แถมมีโอกาสหนีเป็น 2-0 เมื่อได้จุดโทษ แต่ คริสเตียโน โรนัลโด ยิงไม่เข้า ก่อนจะโดน “เดอะ โบโร” ตีเสมอในครึ่งหลัง และต้องยืดเยื้อถึงการดวลจุดโทษ และเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ต้องจอดป้ายแค่รอบนี้ ทั้งที่ตลอดทั้งเกมพวกเขามีโอกาสยิงถึง 28 ครั้ง และเป็นลูกตรงกรอบถึง 9 ครั้ง โดยหลังเกม รังนิก กล่าวว่า “เราปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไปหลายครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งแรก เราน่าจะนำ 3-0 ด้วยซ้ำใน 45 นาทีแรก แม้กระทั่งในครึ่งหลัง เราก็พลาดโอกาสทองไปหลายครั้ง ดังนั้นเราคงต้องโทษตัวเอง ที่ทิ้งโอกาสทองหลายครั้งเกินไปในเกมนี้ และเมื่อต้องดวลจุดโทษ มันก็ขึ้นอยู่กับดวง และเราก็แพ้ ซึ่งมันน่าผิดหวังมาก ๆ”

ขณะเดียวกัน รังนิก ยังแสดงความเห็นด้วยว่าลูกตีเสมอ 1-1 ของมิดเดิลสโบรห์ ไม่ควรเป็นประตู เพราะมันเกิดการแฮนด์บอลขึ้นก่อน หลังจาก ดันแคน วัตมอร์ จับบอลลงในกรอบเขตโทษ แล้วบอลกระเด้งไปโดนมือ ก่อนที่เจ้าตัวจะกระดกบอลไปเสาสองให้ แมตต์ ครูกส์ ชาร์จจ่อ ๆ ตุงตาข่าบ

ในจังหวะดังกล่าว บอลกระเด้งโดนมือ วัตมอร์ โดยไม่ได้เจตนา แถมเจ้าตัวก็ไม่ใช่คนยิงประตูด้วยตัวเองด้วย จึงไม่เข้าข่ายเป็นลูกแฮนด์บอลตามกฎใหม่ อย่างไรก็ตาม รังนิก ชี้ว่าการที่บอลโดนมือดาวเตะ “เดอะ โบโร” ทำให้เจ้าตัวสามารถควบคุมบอลให้เล่นต่อได้ จนสามารถเปิดให้เพื่อนทำประตู ซึ่งน่าจะเป็นแฮนด์บอล โดยกล่าวว่า “จังหวะดังกล่าวจะเข้ากฎบอลโดนมือโดยไม่เจตนาได้อย่างไร ในเมื่อเขาใช้มือควบคุมบอลที่ลอยอยู่กลางอากาศ มันชัดเจนมาก ๆ และจังหวะนั้นมันก็ไม่ควรเป็นประตูด้วย ผมประหลาดใจมากที่ผู้ตัดสินให้ประตู”

เครดิตภาพ : REUTERS. Getty Images