นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกรุงไทย คอมพาส ประเมิน 3 อุตสาหกรรมการแพทย์ ทั้งอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์  อุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ จะช่วยสนับสนุนให้ไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ หรือเมดิคัล ฮับ และช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศถึง 8 แสนล้านบาทต่อปีในปี 70 จากปัจจุบันที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท เพราะเป็นเทรนด์โลกที่จะเติบโตสูง คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือกว่า 49 ล้านล้านบาทในปี 27

“การเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ และศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็น 2 ใน 4 องค์ประกอบสำคัญที่ไทยมีศักยภาพ และมีความพร้อมที่จะพัฒนาและยกระดับได้เร็ว รวมทั้งมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นและเป็นเทรนด์ที่จะสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์ของโลกในอนาคต อีกทั้งยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่องค์ประกอบที่เหลือได้ ซึ่งจะช่วยให้การเป็นเมดิคัล ฮับ อย่างเต็มรูปแบบของไทยมีความเป็นไปได้มากขึ้น”

น.ส.สุจิตรา อันโน นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยกรุงไทย คอมพาส กล่าวว่า ส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ และศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ คือ การต่อยอดอุตสาหกรรมยาจากผู้ผลิตยาชื่อสามัญสู่ฐานการผลิตในอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งเป็นเทรนด์การผลิตยาที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกสูงถึง 5.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 18 ล้านล้านบาทในปี 70 หรือเติบโตเฉลี่ย 10.6% ต่อปี

ทั้งนี้ การยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วยบีซีจี โมเดล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีนวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงได้มากขึ้น และจะส่งผลให้มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมนี้ของไทยกว่า 1 แสนล้านบาทในปี 70 คิดเป็นเติบโตเฉลี่ย 8.1% ต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จากปี 62 และสูงกว่าอัตราเติบโตเฉลี่ยของตลาดโลก  นอกจากนี้การชูจุดเด่นด้านบริการทางการแพทย์เพื่อมุ่งสู่การเป็นเวิลด์คลาส เมดิคัล เซอร์วิส ฮับ ซึ่งคาดว่ามูลค่าตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง จะอยู่ที่ 7.6 แสนล้านบาทในปี 70 หรือเติบโตเฉลี่ย 13.2% ต่อปี

“ปัจจุบันส่วนแบ่งในตลาดโลกของ 3 อุตสาหกรรมการแพทย์สำคัญของไทยยังไม่มากนัก จึงมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับให้ได้มาตรฐานระดับโลกและจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ เกิดประโยชน์ด้านสาธารณสุขอย่างยั่งยืน โดยต้องร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่เอื้อให้เกิดการลงทุน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาด้านการแพทย์ ควบคู่กับการลงทุนจากภาคเอกชนที่มีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ ทรัพยากร และเงินลงทุน เพื่อให้เกิดการพัฒนาและการลงทุนอย่างบูรณาการ และเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งอีโคซิสเต็ม”