สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกว่างโจว ประเทศจีน เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ว่าวัคซีนวี-01 พัฒนาโดยสถาบันชีวฟิสิกส์ สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน และบริษัท ลิฟซอน ฟาร์มาซูติคอล กรุ๊ป อิงก์ (ลิฟซอนไบโอ) ในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน


ข้อมูลเบื้องต้นจากลิฟซอนไบโอระบุว่า ผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งมีสุขภาพดีและฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข็มสองด้วยวัคซีนชนิดเชื้อตายครบ 3-6 เดือน จำนวน 10,241 คน เข้าร่วมการทดลองรับวัคซีนวี-01 เป็นเข็มกระตุ้น และรับวัคซีนหลอก ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 และพบผู้เข้าร่วมการทดลองติดเชื้อ จำนวน 110 ราย ปรากฏว่า อัตราการติดเชื้อรายบุคคล ที่ติดตามผลในเวลาหนึ่งปี (person-year infection rate) ในกลุ่มผู้ฉีดวัคซีนวี-01 เข็มกระตุ้น อยู่ที่ร้อยละ 6.73

ขณะที่อัตราส่วนนี้ในกลุ่มผู้ฉีดวัคซีนหลอก อยู่ที่ร้อยละ 12.8 ส่วนประสิทธิภาพของวัคซีนโดยสมบูรณ์ หลังการฉีดวัคซีนวี-01 เข็มกระตุ้นตามลำดับ (sequential booster) อยู่ที่ร้อยละ 61.35 ซึ่งสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นไปตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ)


ขณะเดียวกัน การทดลองยังวิเคราะห์ตัวอย่างเชื้อไวรัสโคโรนา จากกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ติดเชื้อ โดยพบตัวอย่างเชื้อโอมิครอน จำนวน 60 รายการ ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างจัดลำดับทางพันธุกรรม ซึ่งผลการวิจัยบ่งชี้ว่าวัคซีนวี-01 เข็มกระตุ้นตามลำดับ สามารถป้องกันเชื้อโอมิครอนได้อย่างดี รวมถึงไม่พบปัญหาด้านความปลอดภัยที่น่ากังวล


ทั้งนี้ วัคซีนวี-01 เป็นวัคซีนชนิดโปรตีนลูกผสมที่มีส่วนยึดจับกับตัวรับบนผิวเซลล์ (RBD) ในฐานะแอนติเจน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของโปรตีนหนามของเชื้อไวรัสโคโรนา ที่จับกับตัวรับเอซีอี2 (ACE2) ในเซลล์มนุษย์ โดยกระบวนการจับกับตัวรับนั้นทำให้เชื้อไวรัสเข้าถึงเซลล์มนุษย์ และนำไปสู่การติดเชื้อในที่สุด การมุ่งเป้าที่ส่วนยึดจับกับตัวรับนั้นเหมือนกับการใส่กุญแจมือ เพื่อยับยั้งเชื้อไวรัส ไม่ให้สามารถเข้าสู่เซลล์มนุษย์


วัคซีนที่มุ่งเป้าที่ส่วนยึดจับกับตัวรับนั้น สามารถผลิตและขยายกำลังการผลิตได้ง่าย เมื่อเทียบวัคซีนชนิดอื่น ๆ เนื่องจากวัคซีนชนิดนี้ต้องการโปรตีนหนามของเชื้อไวรัสเพียงเล็กน้อยในการผลิต อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายและง่ายต่อการจัดเก็บและขนส่ง


ลิฟซอนไบโอยื่นขอการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 สำหรับวัคซีนวี-01 ในกว่า 10 ประเทศ รวมถึงอียิปต์ อินโดนีเซีย รัสเซีย รวันดา แอฟริกาใต้ ปากีสถาน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์


อนึ่ง เมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและสถาบันวิจัยอื่น ๆ ของจีน เผยผ่านวารสารเซลล์ รีเสิร์ช (Cell Research) ว่าการฉีดวัคซีนชนิดโปรตีนลูกผสม ที่มีส่วนยึดจับกับตัวรับ เป็นเข็มกระตุ้น อาจเป็นแผนการสร้างภูมิคุ้มกันเหมาะสมที่สุดในอนาคต.

ข้อมูล : XINHUA