สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่ากระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารสูง 5 ชั้น ซึ่งเป็นศูนย์ฝึก ตั้งอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ซาโปริชเชีย” (Zaporizhzhia) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และอยู่ในกลุ่ม 10 อันดับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไนเปอร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน เมื่อช่วงรุ่งสางของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น “เป็นผลจากการก่อวินาศกรรมของยูเครน”


ทั้งนี้ รัฐบาลมอสโกยืนยันว่า เตาปฏิกรณ์ทั้ง 6 ตัวภายในโรงไฟฟ้า ยังคงทำงานเป็นปกติ และยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของระดับกัมมันตรังสี นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าซาโปริชเชียอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา และมีการแจ้งอย่างเป็นทางการ ให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) รับทราบเรียบร้อยแล้ว


ข้อมูลของรัฐบาลมอสโกถือว่าแตกต่างจากกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน ซึ่งประณามทหารรัสเซีย “เจตนา” โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ และเรียกร้องไอเออีเอดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) แถลงเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซาโปริชเชีย ในยูเครน


ขณะที่นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการไอเออีเอ แถลงที่สำนักงานใหญ่ของไอเออีเอ ในกรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของยูเครนสามารถดับเพลิง ที่อาคารใกล้กับโรงไฟฟ้าซาโปริชเชียได้แล้ว โดยโครงสร้างหลักของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับความเสียหาย และยืนยันว่า ไม่มีกัมมันตรังสีรั่วไหล


อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการไอเออีเอยังคงมีความวิตกกังวล ต่อการที่บุคลากรภายในโรงไฟฟ้าซาโปริชเชีย ยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ เช่นเดียวกับที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ซึ่งแม้ถูกทิ้งร้างไปแล้ว หลังหายนะนิวเคลียร์เมื่อปี 2529 แต่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพื่อดูแลกากนิวเคลียร์ที่เหลือ และกองทัพรัสเซียยึดครองพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา.

เครดิตภาพ : REUTERS