ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ย้ำจุดยืนผู้นำห้างสรรพสินค้าที่อยู่เคียงข้างผู้หญิงไทยมาตลอด 75 ปี จัดแคมเปญ “Central International Women’s Day 2022” เพื่อเชิดชูผู้หญิงเก่งทุกสาขาอาชีพ ชวนผู้หญิงไทยก้าวด้วยแรงบันดาลใจไปด้วยกัน พร้อมสนับสนุนเพิ่มพลังบวก และส่งกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคน ได้ร่วมสร้างแรงผลักดันสังคมสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม

ผ่านเรื่องราวและมุมมองของ 4 สาวต้นแบบที่ได้รับการชื่นชมในฐานะตัวแทนของผู้หญิงเก่งและแกร่งยุคใหม่ ได้แก่ เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ, ปุ๊ก-จงกล พลาฤทธิ์, แพร-อมตา จิตตะเสนีย์ และ นท พนายางกูร ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคม และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนเพื่อส่วนรวม
เริ่มต้นที่นักแสดงสาวมากความสามารถ อย่าง เชอรี่–เข็มอัปสร สิริสุขะ แม้ว่าปัจจุบันเธอตัดสินใจพักงานในวงการบันเทิง เพื่อทุ่มเทเวลาให้งานด้านสิ่งแวดล้อมที่เธอมุ่งมั่น โดยที่ไม่เคยมองว่าความเป็นผู้หญิงจะเป็นอุปสรรคต่อบทบาทที่เธอให้ความสำคัญในเวลานี้ เธอเล่าว่า “จุดเริ่มต้นที่ออกมาทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมมาจากการที่ได้เห็นปัญหาภัยแล้ง เลยเริ่มตั้งคำถามว่าเราสามารถทำอะไรกับปัญหานี้ได้บ้าง

เป็นที่มาที่ทำให้เชอรี่ได้มีโอกาสลงสำรวจพื้นที่เขาหัวโล้น ร่วมกับโครงการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ความท้าทายอย่างหนึ่งที่เราต้องเผชิญคือการขาดความรู้และประสบการณ์ ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ และบางส่วนของงานถือว่าเป็นงานที่ท้าทายต่อความความสามารถของผู้หญิง แต่สิ่งที่ทำให้เราก้าวข้ามอุปสรรคและความท้าทายที่ว่าได้นั้น คือความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการลงมือทำ ผลลัพธ์จากสิ่งที่ได้ทำก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ”
ขณะที่แฟชั่นไดเรกเตอร์สาวระดับแถวหน้าอย่าง ปุ๊ก–จงกล พลาฤทธิ์ จากนิตยสาร Vogue Thailand เรื่องราวของเธอเป็นแบบอย่างของผู้หญิงที่มุ่งมั่นต่อความฝัน และก้าวสู่หญิงแกร่งที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ พร้อมสร้างสมดุลไปกับบทบาทความเป็นแม่ เธอให้นิยามคำว่า “หญิงแกร่ง” ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เมื่อตอนที่ยังไม่มีลูก คำว่า ‘หญิงแกร่ง’ จากมุมมองของปุ๊กในเวลานั้น หมายถึงผู้หญิงที่มุ่งมั่น ตั้งใจกับทุกสิ่งที่ทำ

แต่วันหนึ่งเมื่อจุดเปลี่ยนของชีวิตเราคือการมีลูก มุมมองของปุ๊กก็เปลี่ยนไป เพราะความแข็งแกร่งสำหรับปุ๊กในตอนนี้คือวุฒิภาวะทางอารมณ์ ทัศนคติ และจิตใจที่สามารถสร้างสมดุลให้เป็นไปตามบริบทได้ อย่างที่ปุ๊กสามารถสร้างสมดุลให้กับมิติต่าง ๆ ของชีวิตได้ ทำให้มองเห็น passion ในการทำงานด้านแฟชั่น ปรับเข้ากับความต้องการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน
แนวคิดนี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเราสามารถทำให้ผู้คนหันมาตระหนักต่อแนวคิดเรื่องการหมุนเวียน แลกเปลี่ยน ขายต่อ เพื่อให้แฟชั่นไอเท็มที่เรามี มีวงจรการใช้งานที่ยาวนานและเกิดประโยชน์สูงสุด และลดการผลิตที่เกินความต้องการอันก่อให้เกิดขยะและมลพิษต่อโลก”
มาต่อกันที่ แพร–อมตา จิตตะเสนีย์ บิวตี้อินฟลูเอนเซอร์ที่หลายคนรู้จักเธอในนามของ Pearypie (แพรี่พาย) วันนี้เธอเลือกที่จะเป็นกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ ที่หยิบศิลปะจากธรรมชาติ ภูมิปัญญาไทย ผสานกับความงามและแฟชั่นได้อย่างลงตัว เธอแบ่งปันเรื่องราวของเส้นทางที่เธอเลือกในปัจจุบันว่า “จุดเปลี่ยนเริ่มจากที่แพรรู้สึกอิ่มกับการสร้างบิวตี้คอนเทนต์ และเริ่มมองหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ

วันหนึ่งแพรมีโอกาสไปสัมผัสกับผ้าไทยตอนไปสอนแต่งหน้าที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น เรารู้สึกประทับใจและเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง จนได้ความรู้ใหม่เรื่องสีธรรมชาติ และเริ่มไปศึกษาตามแหล่งผลิตผ้าไทยทั่วประเทศ ผลพลอยได้คือเราเริ่มมีใจเรียนรู้ที่จะอนุรักษ์ธรรมชาติด้วยคำสอนจากเจ้าของภูมิปัญญาที่มีน้ำใจแบ่งปัน ทำให้แพรกลับมาต่อยอดสู่การครีเอทคอนเทนต์เพื่อส่งเสริมเรื่องการรักษาธรรมชาติผ่านพื้นที่สื่อเดิมที่เรามีอยู่ในมือ
แพรว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พบความหมายของชีวิต ว่าสิ่งที่ทำ ทำเพื่ออะไร ทำให้รักตัวเองมากกว่าที่เคย สิ่งนี้น่าจะเป็นพลังบวกแบบที่ผู้หญิง ให้กลับมาดูแลสุขภาพกายและจิตใจ พาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ธรรมชาติที่สมบูรณ์ แล้วความสามารถ ในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ จะย้อนกลับมาสู่ตัวเรา แพรคิดว่าทุกคนต่างมีหน้าที่สำคัญต่อโลก ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทุกคนสามารถปกป้องสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ด้วยวิธีการตามแบบฉบับของตนเองได้”
ปิดท้ายกันที่ศิลปินสาวผู้เปี่ยมด้วยความสดใส นท พนายางกูร ตัวแทนคนรุ่นใหม่และเป็นผู้หญิงเก่งที่น่าชื่นชม ซึ่งวันนี้ ศิลปะบำบัด และกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม คืออีกมิติชีวิตของเธอที่เราได้เห็นผ่านสื่อ นทเปิดเผยมุมมองของเธอที่มีต่อคำว่า “ผู้หญิงเก่ง” ดังนี้ “สำหรับนท ‘ผู้หญิงเก่ง’ คือผู้หญิงที่รักและเคารพตัวเองในแบบที่เป็น กล้าทำในสิ่งที่เชื่อ และไม่มองว่าความเป็นผู้หญิงคืออุปสรรค กล้าที่จะก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน อย่างที่นททบทวนตัวเองหลังจากที่อยู่ในวงการบันเทิงมานาน โดยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะเป็นอะไรได้มากกว่านี้อีกไหม

นทเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อย่างศิลปะบำบัดที่ช่วยเติมเต็มจากภายใน ทำให้เกิดพลังและแรงบันดาลใจที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กอปรกับการที่นทได้เดินทางบ่อย ได้เห็นความสวยงามจากธรรมชาติ ทำให้มองว่าถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ความสวยงามที่เห็นก็คงไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน นทเลยเริ่มออกมาเคลื่อนไหวและเป็นกระบอกเสียงผ่านกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม และส่งต่อเรื่องราวต่าง ๆ ไปยังแพลตฟอร์มสื่อที่เรามีเพื่อให้ทุกคนได้เห็นคุณค่าและความงามของธรรมชาติ เกิดแรงบันดาลใจที่จะรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติต่อไป”..



