สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ว่า นางแมเดอลีน อัลไบรท์ อดีต รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ถึงแก่กรรม เมื่อวันพุธ หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งมายาวนาน รวมอายุได้ 84 ปี
Below is a statement from the family of @Madeleine: pic.twitter.com/C7Xt0EN5c9
— Madeleine Albright (@madeleine) March 23, 2022
Madeleine Albright, a brilliant analyst of world affairs and the first woman to serve as U.S. secretary of state, has died at 84. https://t.co/PNPWdj9OBv pic.twitter.com/eZsz972qFv
— The New York Times (@nytimes) March 24, 2022
ทั้งนี้ อัลไบรท์ เกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2480 ที่กรุงปราก เมืองหลวงของเชคโกสโลวาเกีย หรือสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน ย้ายถิ่นฐานตามครอบครัวซึ่งเป็นนักการทูต มาตั้งรกรากที่สหรัฐเมื่ออายุ 11 ปี และได้รับสัญชาติสหรัฐเมื่อปี 2500
เธอถือเป็นบุคลากรคนสำคัญด้านนโยบายการทูตของรัฐบาลวอชิงตันในยุคประธานาธิบดีบิล คลินตัน โดยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในรัฐบาลคลินตันสมัยแรก และดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ระหว่างปี 2540-2544 ซึ่งเป็นสมัยที่สองของรัฐบาลคลินตัน โดยถือเป็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอเมริกา ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
Former US Secretary of State Madeleine Albright just died.
— Jalal (@JalalAK_jojo) March 23, 2022
Let us remember her the right way:
This was her response when asked if the death of 500,000 Iraqi children, as a result of US sanctions, was "worth it" pic.twitter.com/WA7TmIvhET
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในนโยบายที่ถือเป็น “เรื่องอื้อฉาว” ในยุคของอัลไบรท์ สมัยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำยูเอ็น คือ การปกป้องมาตรการคว่ำบาตรของรัฐบาลวอชิงตันต่ออิรัก โดยเธอกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “คุ้มค่า” ระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการ “60 นาที” เมื่อปี 2539 ซึ่งผู้ดำเนินรายการกล่าวว่า สงครามครั้งนั้นอาจคร่าชีวิตเด็กชาวอิรัก 500,000 ราย ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ต่อมาในปี 2541 อัลไบรท์กล่าวว่า สหรัฐ “คือประเทศที่โลกขาดไม่ได้” และ “มีความชอบธรรม” ในการใช้มาตรการทางทหารต่อประเทศอื่น.
เครดิตภาพ : REUTERS



