วันนี้ (11 เม.ย.) ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร่วมแถลงข่าวกับ พ.ต.อ.เอกนิรุจฒิ์ วันสิริภักดิ์ ผกก.2 บก.สอท.1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เกี่ยวกับ ผลการดำเนินคดีกับเพจสั่งซื้อสินค้าแบรนด์เนมออนไลน์แต่ไม่ได้รับสินค้า โดยล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามตัวและจับกุมเจ้าของร้านขายสินค้าภายใต้ชื่อไอจี และเพจ The Sandy Brand มาดำเนินคดีได้แล้ว ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ) พร้อมตรวจยึดของกลางกว่า 60 รายการ และล่าสุดมีการอายัดบัญชีแล้ว
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เมื่อกลางเดือน ก.พ. 65 มีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหนึ่ง รวมตัวเดินทางมาร้องเรียนกรณีสั่งซื้อสินค้าแบรนด์เนมจากเพจ The Sandy Brand แล้วไม่ได้รับสินค้า ครอบคลุมตั้งแต่ราคาหลักหมื่นถึงหลักแสน พบมีผู้เสียหายอย่างน้อย 71 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 13 ล้านบาท จึงอยากให้การแถลงข่าววันนี้ เป็นอุทาหรณ์ไปยังประชาชน ในการซื้อสินค้าราคาสูงทางออนไลน์ ต้องตรวจสอบผู้ค้าให้ดี ว่ามีความน่าเชื่อถือ และถ้าจะโอนเงินต้องมีหลักประกัน อย่าเชื่อแต่รูปภาพสินค้าบนหน้าร้านออนไลน์ เพราะอาจไม่มีสินค้าจริง หรือมีแล้วอาจไม่จัดส่งให้ โดยเมื่อเกิดความเสียหาย กระบวนการดำเนินคดีต้องใช้ระยะเวลารวบรวมหลักฐาน และกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อติดตามเอาเงินคืน ซึ่งปัจจุบันช่องทางการซื้อขายที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดมากกว่า 80% คือเฟซบุ๊ก
สำหรับพฤติกรรมกระทำความผิด มิจฉาชีพเปิดเพจร้านขายผ่อนกระเป๋าแบรนด์เนม มีการถ่ายรูปออฟฟิศสร้างความน่าเชื่อถือ มีตัวอย่างสินค้าทำการไลฟ์สด แต่เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้รับสินค้า เมื่อติดต่อทวงถาม จะบ่ายเบี่ยง อ้างว่าไม่สามารถส่งสินค้าได้ เนื่องจากระบบขนส่งเป็นอัมพาตจากเหตุโควิดระบาด

สำหรับคดีนี้ผู้เสียหายมีการแจ้งความไว้ และเดินทางมาร้องเรียนที่ดีอีเอส เบื้องต้นกระทรวงฯ ได้ดำเนินการแจ้งไปยังเฟซบุ๊ก ขอความร่วมมือให้ดำเนินการปิดกั้นยูอาร์แอลของร้านค้าออนไลน์รายนี้ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14 กรณีเป็นผู้ให้บริการ และหากยังไม่ได้รับความร่วมมือจะเร่งขอคำสั่งศาล ตามมาตรา 20 ที่ว่าด้วยการปิดกั้นเว็บไซต์ และที่เป็นความผิดกฎหมายอื่น/ลักษณะขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
“ผมได้สั่งการให้เร่งติดตามผู้กระทำเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เสียหายให้ได้เงินคืนโดยเร็ว อีกทั้งป้องกันไม่ให้ประชาชนรายอื่นๆ เป็นเหยื่อกลโกงของผู้ค้าออนไลน์ในลักษณะนี้โดยเป็นไปตามนโยบายของท่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีความเป็นห่วงเรื่องนี้ มอบหมายให้ดีอีเอส ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รีบปิดกั้น อายัดบัญชี และดำเนินคดีโดยเร็ว แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน อีกทั้งเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อธุรกิจออนไลน์” นายชัยวุฒิ กล่าว
สำหรับการจับกุมครั้งนี้ ดำเนินการตามหมายจับศาลอาญา ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ในมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยการทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ
ด้าน น.ส.ชนิดาภา นาราภัทรสกุล ผู้เสียหาย กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่เจ้าหน้าที่จับผู้ต้องหาได้ เเละอยากเตือนคนที่ซื้อสินค้าออนไลน์ กระเป๋าเเบรนด์เนมอยากให้ระวัง ดีที่สุดคือนัดรับสินค้าเลยดีกว่า เเละไม่อยากให้เห็นว่าของถูก นอกจากนี้อยากให้ดำเนินการให้ถึงที่สุดไม่อยากให้ผู้ต้องหาที่ทำผิดเเล้วพอพ้นโทษไปแล้วหรือเอาเงินคืนผู้เสียหายแล้วมายอมความกันเเละก็กลับมาทำอาชีพแบบเดิมอีก
ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และบช.สอท. เร่งบูรณาการทำงานแก้ไขปัญหาจากการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์ โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส ปัญหา หรือขอคำปรึกษา เข้ามาได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 OCC ผ่านช่องทาง ดังนี้ สายด่วนโทร. 1212 อีเมล [email protected] เว็บไซต์ 1212OCC.com เพจเฟซบุ๊ก : ข้อมูลข่าวสาร 1212 OCC และสำนักงานสถิติจังหวัดทั่วประเทศ หรือโทรฯสายด่วนของ บช.สอท.1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง



