สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ว่ารัฐบาลอิสราเอลประกาศการปิดจุดผ่านแดน “อีเรซ” เชื่อมระหว่างเขตทางเหนือของฉนวนกาซากับอิสราเอล ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 23 เม.ย. นี้ โดยยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่า จะกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งเมื่อใด ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางข้ามแดนของชาวปาเลสไตน์ ที่ทำงานและมีธุระต้องติดต่อในอิสราเอล


ขณะที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (ไอดีเอฟ) รายงานว่า เฉพาะในสัปดาห์นี้ มีการยิงจรวดข้ามเขตแดนจากฉนวนกาซามายังอิสราเอลอย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงรุ่งสาง ของวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ด้าน พล.ท.เบนนี กันต์ซ รมว.กลาโหมอิสราเอล เตือนเกี่ยวกับ “การตอบโต้ขั้นเด็ดขาด” หากกลุ่มติดอาวุธในฉนวนกาซา รวมถึงกลุ่มฮามาส ยังไม่ยุติการยิงจรวด

กลุ่มชาวปาเลสไตน์หาที่หลบแก๊สน้ำตา ระหว่างการปะทะกับตำรวจอิสราเอล ภายในมัสยิดอัล-อักซอ ทางตะวันออกของนครเยรูซาเลม


อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลปฏิบัติการที่มัสยิดอัล-อักซอ ในเขตเมืองเก่า ทางตะวันออกของนครเยรูซาเลม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 57 คน ได้รับบาดเจ็บ โดยในรอบสัปดาห์ล่าสุด มีชาวปาเลสไตน์มากกว่า 200 คน ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับตำรวจของอิสราเอล


ทั้งนี้ เดือนรอมฎอนของทุกปี ถือเป็นช่วงเวลาของความตึงเครียด ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปีนี้สะสมความตึงเครียดตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดเหตุรุนแรงหลายระลอกในอิสราเอล โดยกลุ่มคนร้ายเป็นชาวยิวเชื้อสายอาหรับ และชาวปาเลสไตน์ สังหารชาวอิสราเอลรวมอย่างน้อย 14 ราย ส่งผลให้ฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลจู่โจมสถานที่หลายแห่ง ในเขตเวสต์แบงก์ วิสามัญชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 29 ราย.

เครดิตภาพ : REUTERS