หากเอ่ยถึงพระเอกตลอดกาลที่อยู่ในใจแฟนภาพยนตร์ไทยมาอย่างช้านาน เชื่อว่าหลายคนคงจะมีชื่อของอดีตพระเอกดังแห่งยุคที่ชื่อ “มิตร ชัยบัญชา” รวมอยู่ในนั้นแน่นอน เพราะในยุคๆหนึ่ง เขาถือได้ว่าเป็นพระเอกผู้ทรงอิทธิพลของยุคและแทบจะไม่มีใครในยุคนั้นเลยที่ไม่เคยได้ยินชื่อเขา เพราะด้วยผลงานการแสดงมากมาย และอุปนิสัยใจคอที่เพื่อนร่วมวงการรวมถึงสื่อพูดถึงเขา ต้องบอกเลยว่าเขาคือ “พระเอก” ที่โด่งดังและหาตัวจับได้ยากจริงๆในยุคนั้น

แม้วันนี้เขาจะเสียชีวิตไปนับถึงวันที่ 8 ต.ค.65 ที่จะถึงนี้เป็นเวลากว่า 52 ปีแล้ว แต่หลายๆคนยังคงคิดถึงเขา คิดถึงผลงานของเขาและเรื่องราวของเขาอยู่เสมอ วันนี้ yimyim จึงไม่พลาดขอชวนทุกคนไปทำความรู้จักกับ มิตร ชัยบัญชา ให้มากขึ้นกัน
มิตร ชัยบัญชา เกิดวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2477 มีชื่อจริงว่า พันจ่าอากาศโท พิเชษฐ์ ชัยบัญชา (นามสกุลเดิมพุ่มเหม) เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงปลาย พ.ศ. 2499 เป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ. 2500-2513 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์ 16 มม. มีผลงานนับได้ขณะนั้น 266 เรื่อง จากทั้งสิ้น 300 กว่าเรื่องที่นำแสดง โดยผลงานเรื่องแรกของมิตรคือเรื่อง “ชาติเสือ” บทประพันธ์ของ เศก ดุสิต ซึ่งในเรื่องนี้มิตรได้ประกบกับนางเอกที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นถึง 6 คน ได้แก่ เรวดี ศิริวิไล, นัยนา ถนอมทรัพย์, ประภาศรี สาธรกิจ และ น้ำเงิน บุญหนัก ซึ่งภาพยนตร์ทำรายได้กว่าแปดแสนบาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากของสมัยนั้น ทำให้ชื่อของ มิตร ชัยบัญชา เป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น จากนั้นมิตรโด่งดังเป็นอย่างมากจากบท โรม ฤทธิไกร หรือ อินทรีแดง ในภาพยนตร์เรื่อง “จ้าวนักเลง” ซึ่งเป็นบทที่ มิตร ชัยบัญชา ต้องการแสดงเป็นอย่างมากหลังจากได้อ่านหนังสือ จนทีมผู้สร้าง ชาติเสือ ตัดสินใจไปพบ เศก ดุสิต พร้อม มิตร ชัยบัญชา เพื่อขอซื้อเรื่องมาทำเป็นภาพยนตร์ เศก ดุสิต พูดต่อ มิตร ชัยบัญชา ว่า “…คุณคืออินทรีแดงของผม…” ซึ่งภาพยนตร์ทำรายได้มาก และมีภาพยนตร์ภาคต่อหลายเรื่อง

ต่อมามีภาพยนตร์สร้างชื่อเสียงให้มิตรอีกหลายเรื่อง เช่น “เหนือมนุษย์”, “แสงสูรย์”, “ค่าน้ำนม”, “ทับสมิงคลา” เป็นต้น ซึ่ง มิตร เป็นพระเอกดาวรุ่งที่โด่งดังอยู่ เมื่อแสดงภาพยนตร์คู่กับ เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกใหม่เรื่อง “บันทึกรักของพิมพ์ฉวี” เป็นเรื่องแรกเมื่อ พ.ศ. 2504 ภาพยนตร์ออกฉาย พ.ศ. 2505 จากนั้นมิตรเริ่มก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งพระเอกอันดับ 1 ของประเทศ ที่เป็นที่รักของประชาชน ต่อมาตั้งแต่ พ.ศ. 2506 ได้แสดงภาพยนตร์คู่กับ เพชรา มากขึ้น และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 จึงเป็นคู่ขวัญได้แสดงภาพยนตร์คู่กันมากที่สุดตลอดมา รับบทคู่รักในภาพยนตร์ ประมาณ 200 เรื่อง จนแฟนภาพยนตร์เรียกว่า มิตร-เพชรา (แฟนหนังบางส่วนเข้าใจผิดว่า มิตร นามสกุล เพชรา) มีแฟนภาพยนตร์จำนวนมากที่ชื่นชอบในตัวมิตร ถึงขนาดว่าถ้าไม่มีชื่อมิตรแสดง ก็เดินทางกลับ ไม่ดูหนัง ทั้งที่เดินทางมาไกลแค่ไหนก็ตาม

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2506 ภาพยนตร์เรื่อง “ใจเพชร” ทำรายได้สูงสุด และมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้เกินล้านอีกหลายเรื่อง โดยเมื่อ พ.ศ. 2508 มิตรได้รับพระราชทานรางวัล “โล่เกียรตินิยม” นักแสดงนำชายที่ทำรายได้สูงสุด จากภาพยนตร์เรื่อง “เงิน เงิน เงิน” ซึ่งทำรายได้เป็นประวัติการณ์ ต่อมา พ.ศ. 2509 ภาพยนตร์เรื่อง “เพชรตัดเพชร” ทำรายได้ทำลายสถิติ เงิน เงิน เงิน ได้ 3 ล้านบาท ในเวลา 1 เดือน และรับพระราชทาน รางวัลดาราทอง จากคุณสมบัติหลัก 4 ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ ไมตรี และ น้ำใจ ซึ่งแสดงถึงคุณภาพของผู้รับรางวัล ต่อมาในปี พ.ศ. 2513 ภาพยนตร์เรื่อง “มนต์รักลูกทุ่ง” เป็นภาพยนตร์เพลงลูกทุ่งของมิตรและเพชรา ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้มากกว่า 6 ล้านบาท และยืนโรงได้นานกว่า 6 เดือนในกรุงเทพฯ ทำรายได้ทั่วประเทศ กว่า 13 ล้านบาท ซึ่งยิ่งทำให้เวลานั้นไม่มีพระเอกคนไหนจะฮอตและเป็นที่นิยมได้มากเท่ากับ มิตร ชัยบัญชา อีกแล้ว
แต่แล้วหัวใจของแฟนๆ หนังไทยที่รักมิตร รวมถึงเพื่อนพ้องในวงการก็ต้องตกใจและช็อกสุดขีดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2513 มิตร ชัยบัญชา ได้เสียชีวิตลงขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” ท่ามกลางความอาลัยของมหาชน ที่ต่างพากันเสียดาย เสียใจที่พระเอกคนดังต้องจากแฟนหนังของเขาไปตลอดกาล

โดยในตอนนั้นหลายคนที่รักมิตร ไม่เชื่อข่าวดังกล่าวเพราะคิดว่าเป็นการโฆษณาในภาพยนตร์เรื่องใหม่ของมิตร ทำให้ที่วัดแคนางเลิ้ง ซึ่งตอนนั้นใช้เป็นที่สวดพระอภิธรรมศพของเขาต้องยกศพของมิตรให้แฟนๆที่มารอด้านนอกดูว่า พระเอกในดวงใจของเขาได้จากโลกนี้ไปแล้วจริงๆ โดยหลังจากที่แฟนๆเห็นศพของ มิตร ชัยบัญชา ก็พากันโศกเศร้าอย่างมาก ซึ่งต่อมาแฟนคลับคนหนึ่งของ มิตร ได้เคยกล่าวกับเดลินิวส์ออนไลน์เอาไว้ว่า “ตอนนั้นรู้สึกตกใจมากและเสียใจ ต่อไปไม่มีคุณมิตรให้ดูอีกแล้ว แล้วเขาจะดูอะไร”

ขณะที่ เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกชื่อดังที่เป็นคู่ขวัญของมิตร ได้เคยกล่าวในปี 2563 หลังร่วมปั๊มมือและเท้าเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ องค์การมหาชน ด้วย ซึ่งตอนนั้นเธอได้กล่าวถึงเพื่อนร่วมงานคนนี้ว่า “ตนรู้สึกดีใจที่ได้ออกมาเจอทุกคนในวันนี้ อยากเห็นภาพที่แฟนๆมาให้กำลังใจมาก ส่วนเรื่องคุณมิตรที่ร้องไห้ตอนพูดคือก็รู้สึกผิดต่อเขา ถ้าวันนั้นไปถ่ายหนังกับเขา เขาก็คงไม่ตาย คือวันนั้นตนมีคิวถ่ายหนังอีกเรื่อง ทำให้ไม่ได้ไปถ่ายหนังกับเขา ก็เลยรู้สึกผิด อยากขอโทษ และคุณมิตรเองเขาก็มาเข้าฝันบ้าง”

แม้วันนี้ร่างของ “มิตร ชัยบัญชา” จะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่ผลงานและความทุ่มเทของเขาที่มอบให้กับแฟนๆที่รักเขาผ่านงานแสดงยังคงถูกขับขานและบอกเล่าต่อไปเรื่อยๆไม่มีวันตาย เพราะไม่ว่าอีกกี่ปี ตราบใดที่หนังไทยยังคงอยู่คู่คนไทย ชื่อของเขาก็ไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลา
คอลัมน์ “1 Day With ซุปตาร์”
โดย “yimyim”
ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก หอภาพยนตร์ และ วิกิพีเดีย



