แม้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีกรุงไทเป ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องด้วยความเป็นไปได้ที่พรรคดีพีพี จะครองคะแนนเสียงในเมืองหลวงเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ แต่สุดท้ายแล้ว พรรคกลับประสบความล้มเหลว แถมยังไม่สามารถรักษาที่นั่งในเมืองเถาหยวน, เมืองซินจู๋ และเมืองจีหลง เอาไว้ได้อีกด้วย
จากทั้งหมด 22 ที่นั่ง พรรคดีพีพีได้รับการเลือกตั้งเพียง 5 ที่นั่งเท่านั้น นับเป็นผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดของพรรคในรอบ 36 ปี และน้อยกว่าการชนะ 6 ที่นั่งเมื่อปี 2561 ซึ่งแม้การสูญเสียที่นั่งจำนวนมากจะขึ้นกับผู้แสดงความคิดเห็นเป็นสำคัญ แต่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและผู้นำชุมชน ผู้สมัครจากพรรคเคเอ็มทีได้รับตำแหน่งถึง 367 คน เมื่อเทียบกับผู้สมัครจากพรรคดีพีพี ที่ได้รับเลือกแค่ 277 คน
อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว พรรคดีพีพีมักจะมีผลงานที่ด้อยกว่าพรรคเคเอ็มทีอยู่เสมอ และหลายพื้นที่ที่พรรคดีพีพีเพิ่งจะครองเสียงมาได้ไม่นาน ต่างกลับไปอยู่ในการควบคุมของแนวร่วมฝ่ายค้านกันหมด ด้วยเหตุนี้ ความพ่ายแพ้ของพรรคดีพีพีจึงไม่ได้เรื่องน่าตกใจเหมือนในปี 2561 แม้จะมีคนสังเกตเห็นความเหลื่อมล้ำที่คล้ายคลึงกันในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ตาม
ในหลาย ๆ ด้าน ผลการเลือกตั้งยังคงแสดงถึงสถานะการครองเสียงส่วนใหญ่ในการเมืองท้องถิ่นของแนวร่วมฝ่ายค้านเหมือนเดิม มากกว่าที่จะเป็นการกลับมาของพรรคเคเอ็มทีในระดับที่สูงกว่านี้ เนื่องจากพรรคประสบความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง และเกิดวิกฤติภายในหลายอย่างตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
เมื่อปี 2561 พรรคเคเอ็มทีประสบความสำเร็จอย่างมาก จากการรณรงค์ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การทำให้การสมรสเกย์ถูกต้องตามกฎหมาย หรือยกเลิกเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไต้หวันออกจากพลังงานนิวเคลียร์ แต่สำหรับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประเด็นเดียวของพรรคที่ได้รับการลงคะแนนเสียงคือเรื่องที่ว่า จะมีการลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 20 ปี เป็น 18 ปี หรือไม่
อนึ่ง หลังจากการประกาศผลการเลือกตั้งท้องถิ่น ประธานาธิบดีไช่ อิง-เหวิน ผู้นำไต้หวัน แถลงลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคดีพีพี เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ของพรรคที่เกิดขึ้น โดยสิ่งที่ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็น คือ การที่พรรคดีพีพีไม่จัดการกับปัญหาต่าง ๆ ภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ออกเสียง “ลงโทษ” พรรคดีพีพี ด้วยการไม่โหวตให้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2561
กระนั้น ชัยชนะของพรรคเคเอ็มทีไม่ได้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไต้หวันจะเริ่มหันไปในทิศทางที่สนับสนุนจีน เนื่องจากการเมือง “ข้ามช่องแคบ” ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันนั้น ไม่ใช่กรอบหลักของการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะโดยปกติแล้ว มันจะอยู่ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ แม้ว่าบรรดาผู้สมัครจากพรรคดีพีพีจะพยายามหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นก็ตาม
กล่าวคือ การเลือกตั้งท้องถิ่นในไต้หวันเกี่ยวข้องกับปัญหาในท้องถิ่นเป็นหลัก ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประเทศที่มีความสำคัญมากกว่า สำหรับการเลือกตั้งในระดับประธานาธิบดีและสภานิติบัญญัติ หรือสภาหยวน.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



