ในปัจจุบัน นานาประเทศและกลุ่มจำนวนมากต่างมีแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ, อินเดีย, นิวซีแลนด์, สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน), ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, สหภาพยุโรป (อียู) และเกาหลีใต้ ที่จะมีในสิ้นปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ออสเตรเลียยังได้อุทิศสมุดปกขาวด้านนโยบายต่างประเทศส่วนหนึ่งให้กับอินโด-แปซิฟิก เช่นกัน ขณะที่รัฐสภายุโรป (อีพี) ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเรียกร้องให้มีการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์อียู-จีน ฉบับใหม่ที่เป็นแบบเชิงรุกมากกว่าเดิม เนื่องจากการตระหนักว่า จีนเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจและคู่แข่งเชิงระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ
The central tenet of our Indo-Pacific strategy is acting in Canada’s national interest, while defending our values pic.twitter.com/1tOBExhBKt
— Mélanie Joly (@melaniejoly) November 27, 2022
ณ การประชุมสุดยอดอาเซียน, การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ “จี20” และการประชุมสุดยอดผู้นำ กลุ่มความร่วมมือเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ผู้นำแคนาดา ประกาศโครงการริเริ่มใหม่จำนวนมากในภูมิภาค โดยมุ่งเน้นไปที่การเป็นพันธมิตรกับประเทศในกลุ่มอาเซียน อีกทั้งแคนาดาจะให้คำมั่นในการพัฒนาศักยภาพที่จะทำความเข้าใจจีนใหม่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น, เข้าร่วมโครงการริเริ่ม “บลู แปซิฟิก” สำหรับหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก และสมัครเข้าร่วมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (ไอพีอีเอฟ)
การที่รัฐบาลของทรูโดหันหลังให้จีนอย่างกะทันหันด้วยการนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ เป็นสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย แม้แคนาดาจะทำการค้าขายกับจีนอยู่เสมอ แต่บทบาทของจีนในแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก คือสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “จีนเป็นมหาอำนาจโลกที่ก่อกวนมากขึ้นเรื่อย ๆ”
Canada launches Indo-Pacific Strategy to support long-term growth, prosperity, and security for Canadians
— Foreign Policy CAN (@CanadaFP) November 27, 2022
Read full text here: https://t.co/LSTG89X2Am pic.twitter.com/DyPOkTqkM7
แผนยุทธศาสตร์กล่าวถึงการคุ้มครองการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจ, การปกป้องการวิจัยของแคนาดา และการเสริมสร้างระบบไซเบอร์ รวมถึงชะตากรรมของชาวอุยกูร์และแรงงานบังคับ ตลอดจนการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ แม้มีรายละเอียดอีกมากมาย และไม่ต้องสงสัยเลยว่า สหรัฐจะสนับสนุนแนวทางใหม่นี้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จีนได้กลายเป็นคนพาลมากกว่าเป็นมิตร ซึ่งสิ่งนั้นได้สร้างความแตกต่างทั้งหมด
ดังเช่นแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ของสหรัฐ แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของแคนาดาใช้ “แนวทางแบบองค์รวมของรัฐบาล” ซึ่งครอบคลุมการป้องกันประเทศ, ความมั่นคงของชาติ, ไซเบอร์, การเกษตร, แรงงาน, ทรัพยากรธรรมชาติ, นวัตกรรม, โครงสร้างพื้นฐาน, และการค้า อีกทั้งยังสนับสนุนบริษัทต่าง ๆ ของแคนาดาให้กระจายการลงทุนออกห่างจากจีน ทว่ายังถือเป็น “แนวทางแบบองค์รวมของแคนาดา”
China has made serious démarches to Canada regarding the China section of its Indo-Pacific Strategy which is filled with ideological bias. pic.twitter.com/9wKAaN2POO
— Spokesperson发言人办公室 (@MFA_China) November 28, 2022
หากจีนทำตัวเป็นเหมือนมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ จีนจะพบว่าการช่วยเหลือและความร่วมมือจากประเทศอื่น ๆ จะเกิดขึ้นเอง แต่ในทางกลับกัน หลายประเทศกำลังพัฒนาแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก เพื่อขยายและกระชับความสัมพันธ์อื่น ๆ ในภูมิภาค พวกเขากำลังปรับเทียบนโยบายของตนเอง เพื่อจำกัดการเผชิญกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่มาพร้อมกับการกระทำที่ก้าวร้าวและฉับพลันจากระบอบการปกครองของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ดังที่นานาประเทศกำลังเสริมสร้างพันธมิตรทางทหาร และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี
ขณะที่แผนริเริ่มใหม่ ๆ เหล่านี้ยังคงสร้างต่อไป ผู้ที่เป็นฝ่ายแพ้คือ จีน ซึ่งแม้ว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น แต่สีกำลังเห็นผลลัพธ์เชิงลบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อันมาจากกลยุทธ์ที่ก้าวร้าวของเขาเอง และภูมิภาคนี้ยังตอบโต้ร่วมกันอย่างหนักแน่นยิ่งขึ้นอีกด้วย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : REUTERS



