กาตาร์ลงทุนในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสโมสรฟุตบอล “ปารีส แซงต์ แชร์กแมง” ของฝรั่งเศส รวมถึงการเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าหรู “แฮร์รอดส์” ของสหราชอาณาจักร, ห้างสรรพสินค้า “ปรินเทมส์” ของฝรั่งเศส, โรงแรมหรูหลายแห่งในกรุงลอนดอน และแบรนด์เสื้อผ้าหรูหรา ตลอดจนหุ้นในบริษัทซีเมนส์, โฟล์คสวาเกน, ปอร์เช่, ธนาคารเยอรมัน, ท่าอากาศยานฮีโธรว์, ธนาคารบาร์เคลย์ส และซูเปอร์มาร์เกต “เซนส์บิวรีส์”

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 หลังค้นพบก๊าซธรรมชาติ กาตาร์เปลี่ยนจากการเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลก โดยในปัจจุบัน กาตาร์มีประชากรเกือบ 3 ล้านคน ซึ่งเป็นชาวกาตาร์พื้นเมืองเพียงระหว่าง 10-15% เท่านั้น ส่วนประชาชนที่เหลือ คือ ชาวต่างชาติที่ทำงานในกาตาร์ ผู้ไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับชาวกาตาร์โดยกำเนิด

กาตาร์มักจะถูกเรียกว่าเป็น “รัฐผู้ให้เช่า” โดยจะนำรายได้ หรือ “ค่าเช่า” เข้ามา และแจกจ่ายให้กับประชาชน ซึ่งเกือบทุกคนในกาตาร์จะได้รับประกันว่ามีงานทำ และพลเมืองกาตาร์จะมีไฟฟ้าและน้ำใช้ฟรี ตลอดจนการศึกษาที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ผู้สันทัดกรณีหลายคน กล่าวว่า กาตาร์ไม่มีการแบ่งแยกอย่างแท้จริงระหว่างรัฐและผลประโยชน์ของตระกูลผู้ปกครอง “การพยากรณ์ความเสี่ยงการทุจริต (ซีอาร์เอฟ)” ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาโดยองค์กรวิชาการหลายแห่ง รวมถึงศูนย์วิจัยเพื่อต่อต้านการทุจริตและการสร้างรัฐแห่งยุโรป ของมหาวิทยาลัยเอกชน “เฮอร์ที สกูล” ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ระบุว่า “กาตาร์มีรูปแบบธรรมาภิบาล บนพื้นฐานสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันทรงธรรม”

กาตาร์มีเหตุผลที่ดีในการทำเช่นนี้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศขนาดเล็กที่อุดมด้วยทรัพยากรอย่างกาตาร์ ตั้งอยู่ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่ที่คุกคามเป็นบางครั้ง และต้องแข่งขันกันอยู่เสมอ นั่นคือ ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน แต่ขาด “อำนาจแข็ง” หรือทหารของตัวเอง ส่งผลให้จำเป็นต้องปรับปรุงจุดยืนและความเชื่อมโยงในเวทีโลก ซึ่งด้วยวิธีนั้น กาตาร์จะมีหลักประกันหากถูกโจมตี

ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีแรงจูงใจอื่น ๆ ในการผลักดันอำนาจอ่อนของกาตาร์ด้วย ซึ่งประการหนึ่งคือ มันทำให้เกิดความสมเหตุสมผลทางธุรกิจ เนื่องจากคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (จีซีซี) หนึ่งในผู้จัดส่งน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลก รู้ว่าลูกค้าของพวกเขากำลังมุ่งสู่พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งเพื่อความอยู่รอดในอนาคต พวกเขาต้องกระจายการลงทุน และสิ่งนี้คือที่มาของการลงทุนในการท่องเที่ยว, กีฬา และภาคส่วนอื่น ๆ

การแข่งขันฟุตบอลโลกที่กาตาร์เป็นเจ้าภาพ ทำให้กาตาร์มีชื่อเสียงทั้งทางบวกและลบ อีกทั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวของสภายุโรป (อีพี) เมื่อไม่นานมานี้ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินการผสมผสานอิทธิพลที่ซับซ้อน และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของกาตาร์ด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่แน่ว่า แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้ประเทศกระทำการอย่างโปร่งใสมากขึ้นก็เป็นได้.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES