หลังเหตุการณ์ดังกล่าว อดานีร่วงจากตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของโลก ไปอยู่อันดับที่ 11 และอาจหล่นไปไกลกว่านั้นอีก เนื่องจากความมั่งคั่งสุทธิของเขาลดลงมากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 980,000 ล้านบาท) เหลือประมาณ 84,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.75 ล้านล้านบาท)
นักวิจารณ์หลายคน ระบุว่า ความสำเร็จส่วนใหญ่ของ อดานี เกิดจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัฐบาลนิวเดลี และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย โดยพวกเขากล่าวหาว่า รัฐบาลปรับกฎการประมูลเพื่อทำให้อดานีได้สัญญาง่ายขึ้น ซึ่ง อดานีบอกปฏิเสธเรื่องนี้ และกล่าวว่า ทางบริษัทได้รับสัญญามาอย่างยุติธรรม ผ่านกระบวนการที่โปร่งใส
ขณะที่บรรดาผู้สนับสนุนของอดานี กล่าวว่า อดานีจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของรัฐบาลอย่างชาญฉลาด โดยลงทุนในอุตสาหกรรมหลักต่าง ๆ เช่น พลังงานหมุนเวียน, การป้องกันประเทศ และเกษตรกรรม อีกทั้งโครงการของเขาในต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างศรีลังกา ยังช่วยให้รัฐบาลนิวเดลีแข่งขันกับคู่แข่งอย่างรัฐบาลปักกิ่งในภูมิภาคด้วย
อนึ่ง ฮินเดนเบิร์ก รีเสิร์ช ระบุว่าบริษัทใช้เวลา 2 ปีในการตรวจสอบอดานี กรุ๊ป และสรุปว่า บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของอดานี 7 แห่ง มีมูลค่าหนี้ระดับสูง ด้วยความเสี่ยงขาลง 85% โดยรายงานข้างต้นอ้างอิงข้อมูลจากอดีตผู้บริหารของอดานี, เอกสารหลายพันฉบับ และงานวิจัยอื่น ๆ
ข้อกล่าวหาหลักต่อกลุ่มบริษัทมีทั้งการปั่นหุ้น, การฉ้อโกงบัญชี และการละเมิดอื่น ๆ รวมถึงการกล่าวอ้างว่า อดานี กรุ๊ป ใช้บริษัทเปลือกนอกที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับครอบครัวของอดานี ในการผลักดันราคาหุ้น โดยรายงานดังกล่าวมีคำถามให้อดานีตอบถึง 88 ข้อ
อย่างไรก็ตาม อดานี กรุ๊ป ปฏิเสธต่อข้อกล่าวหาของฮินเดนเบิร์ก และออกรายงานความยาว 413 หน้า เพื่อตอบโต้คำถามทั้งหมด โดยระบุว่า “ไม่มีคำถามใดมาจากการค้นหาข้อเท็จจริงโดยอิสระหรือนักข่าว” ซึ่ง ฮินเดนเบิร์ก ตอบกลับว่า อดานีตอบคำถามเพียง 26 ข้อ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้
ขณะเดียวกัน อดานี ระบุว่า ทางบริษัทกำลังพิจารณาดำเนินคดีกับ ฮินเดนเบิร์ก ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่คัดค้านแนวคิดดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า การดำเนินการทางกฎหมายของสหรัฐ อาจทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อทางธุรกิจของอดานีได้
รายงานของฮินเดนเบิร์กสร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญหาในวงกว้าง และทำให้นักลงทุนจำนวนมากเทขายหุ้นของอดานี กรุ๊ป ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ อดานี เอ็นเตอร์ไพรเซส ซึ่งเป็นบริษัทเรือธง และบริษัทอื่น ๆ ในเครือ ร่วงลงมากถึง 20% ในวันเดียว จนนักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า หากประเด็นที่ฮินเดนเบิร์กหยิบยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องจริง มันอาจจะส่งผลเสียต่อสถาบันทางการเงินและธนาคารที่อดานี กรุ๊ป กู้ยืมมา.
เลนซ์ซูม



