ยุน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ซึ่งเป็นการหารืออย่างเป็นทางการระดับผู้นำ ครั้งแรกในรอบ 12 ปี บ่งชี้ถึงการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีครั้งใหม่ และเรียกญี่ปุ่นว่าเป็น “พันธมิตรที่มีค่านิยมและเป้าหมายร่วมกัน” ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำของทั้งสองประเทศยังตกลงกลับมาดำเนิน “การทูตแบบใกล้ชิดและเป็นอิสระ” และการรื้อฟื้นสนธิสัญญาแบ่งปันข่าวกรองทางทหาร รวมถึงฟื้นฟูการปรึกษาหารือระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเริ่มแย่ลงในปี 2555 หลังผู้นำเกาหลีใต้ในเวลานั้น คือ ประธานาธิบดีอี มยอง-บัก เยือนเกาะพิพาทระหว่างสองประเทศ และร้าวฉานยิ่งขึ้น เมื่อศาลฎีกาเกาหลีใต้ตัดสินให้บริษัทญี่ปุ่นจ่ายเงินมหาศาล ชดเชยแก่เหยื่อแรงงานบังคับในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และญี่ปุ่นตอบโต้ ด้วยการกำหนดกฎระเบียบการส่งออกวัสดุผลิตชิปไปยังเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มดีขึ้น หลังยุนประกาศแผนการมอบค่าชดเชย ให้กับเหยื่อแรงงานบังคับที่ได้รับผลกระทบ ผ่านกองทุนของบุคคลที่สาม แม้มีความเสี่ยงทางการเมืองก็ตาม ซึ่ง คิชิดะ ได้เชิญยุนมาเยือนญี่ปุ่น “เป็นการตอบแทน”

นอกจากนี้ ผู้นำของทั้งสองประเทศยังเห็นพ้อง กระชับความสัมพันธ์ทางทหาร เพื่อรับมือภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ เกาหลีใต้และญี่ปุ่นประกาศฟื้นฟู “สนธิสัญญาความมั่นคงสารสนเทศทางการทหารทั่วไป” หรือ จีโซเมีย (GSOMIA) ซึ่งมีผลครั้งแรก เมื่อเดือน พ.ย. 2559 ที่ระบุว่า ทั้งสองประเทศจะแบ่งปันข้อมูลทางทหารที่เป็นความลับ เกี่ยวกับกระแสสังคม กิจกรรมทางทหาร และขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

เนื่องในโอกาสที่ยุนเยือนกรุงโตเกียวอย่างเป็นทางการ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงตัดสินใจยกเลิกมาตรการจำกัดการส่งออกสารเคมีสำคัญของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ 3 ชนิดไปยังเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลเกาหลีใต้เองก็ตัดสินใจประกาศถอนคำร้อง ที่ยื่นต่อองค์การการค้าโลก ( ดับเบิลยูทีโอ ) เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการส่งออกดังกล่าวของญี่ปุ่นด้วย

นอกจากนี้ ทั้งสองรัฐบาลตกลงที่จะหารืออย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับ “whitelist” ซึ่งเป็นรายชื่อประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการลดความซับซ้อนของขั้นตอนการส่งออก โดยข้อตกลงนี้เป็นรากฐานสำคัญ ของความร่วมมือระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ซึ่งไม่ใช่แค่การแก้ไขข้อจำกัดการส่งออก แต่เป็นถึงขั้นตอนแรกในการสร้างความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ แม้อาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งก็ตาม

เมื่อมีการถามถึงความผิดหวังของชาวเกาหลีใต้ เกี่ยวกับการที่คิชิดะไม่ได้กล่าวขอโทษอย่างตรงไปตรงมา “ในประเด็นประวัติศาสตร์” เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งในสำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้ แสดงความเห็นว่า จักรพรรดิและนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น กล่าวขอโทษมาแล้วมากกว่า 50 ครั้ง ซึ่งการทำเช่นนั้นอีกครั้ง “ไม่มีความหมาย”.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS