กลยุทธ์ดังกล่าวได้รับการออกแบบมา เพื่อสร้างเงื่อนไขซึ่งทำให้ซาอุดีอาระเบีย สามารถมุ่งเน้นไปที่แผนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตามพระวิสัยทัศน์ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด หรือ “วิชั่น 2030” โดยนักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์เริ่มขึ้น เมื่อปี 2562 ภายหลังการโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันของบริษัท ซาอุดี อารามโก ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลริยาดตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นด้านความมั่นคงของสหรัฐ ที่มีต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงได้รับแรงผลักดันจากการที่อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

ซาอุดีอาระเบียเดินเกมรุกทางการทูต ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิหร่าน และตกลงที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับซีเรีย เพื่อสร้างพันธมิตรในภูมิภาคอีกครั้ง แทนการพึ่งพาสหรัฐ มหาอำนาจที่เป็นพันธมิตรมาอย่างยาวนาน ตลอดจนประกาศการตัดสินใจเข้าร่วมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (เอสซีโอ) ที่นำโดยจีน ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังบ่มเพาะความสัมพันธ์ระยะยาวกับรัฐบาลปักกิ่ง แทนส่วนที่หายไปของสหรัฐ

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่รัฐของซาอุดีอาระเบียคนหนึ่งกล่าวว่า ทั้งสหรัฐและจีนต่างเป็นพันธมิตรที่สำคัญมาก สำหรับรัฐบาลริยาด

นอกเหนือจากความสัมพันธ์ทางการทูต องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปก) ที่ซาอุดีอาระเบียเป็นหัวเรือใหญ่ ร่วมกับพันธมิตรนำโดยรัสเซีย ในนาม “โอเปกพลัส” ประกาศลดกำลังการผลิตอีกประมาณวันละ 1.16 ล้านบาร์เรล ในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐ

ทว่าศูนย์วิจัยอ่าวอาหรับ (จีอาร์ซี) Gulf Research Center ซึ่งเป็นคลังสมองในซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า การลดกำลังการผลิตของโอเปก แสดงให้เห็นว่า ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สามารถเป็นอิสระจากแรงกดดันของสหรัฐและชาติตะวันตกอื่น ตลอดจนดำเนินนโยบายที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ เป็นอันดับแรก

ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างรัฐบาลริยาดกับรัฐบาลปักกิ่ง สร้างความกระวนกระวายใจด้านความมั่นคงในรัฐบาลวอชิงตัน แม้พวกเขายืนกรานว่า ความพยายามของจีนในการขยายอิทธิพลไปทั่วโลก จะไม่เปลี่ยนนโยบายของสหรัฐที่มีต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

นายชาดี ฮามิด จากสถาบันบรูกกิงส์ ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า มุมมองของซาอุดีอาระเบียที่ว่า สหรัฐกำลังออกห่างจากภูมิภาคนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องผิดอย่างสิ้นเชิง

“มกุฎราชกุมารทรงตัดสินใจป้องกันความเสี่ยงในการเดิมพัน ทั้งเป็นการยอมรับตามความเป็นจริง และเป็นวิธีกระตุ้นให้สหรัฐใส่ใจกับปัญหาด้านความมั่นคงมากกว่านี้” ฮามิด กล่าว “สหรัฐรู้สึกไม่พอใจ แต่ยังไม่ได้ตอบโต้ชัดเจน ซาอุดีอาระเบียจึงยังคงกล้ากระชับความสัมพันธ์ กับเหล่าศัตรูตัวฉกาจของอเมริกาต่อไป”.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES