ปัจจุบัน แคท วิทเมอร์ อยู่ในวัย 61 ปี และมีตำแหน่งเป็นรองประธานฝ่ายขายของบริษัทจัดนำเที่ยวเรือสำราญ สำหรับคนที่รักการเปลือยกายแห่งหนึ่งในสหรัฐ ชื่อว่า แบร์เนสเซสซิตีส์ ทัวร์ แอนด์ ทราเวล เธอมีหน้าที่วางแผนทัวร์เรือสำราญสองเที่ยวต่อปี โดยเที่ยวประจำเดือน ก.พ. จะเป็นทริปสำหรับเรือลำใหญ่ที่จุผู้โดยสารได้ถึง 2,100 คน ส่วนช่วงฤดูร้อนของสหรัฐ จะเป็นช่วงเดินเรือสำราญลำเล็กสำหรับแขกกลุ่มเล็กกว่า
จุดเริ่มต้นของ วิทเมอร์ ที่เข้ามาทำงานกับบริษัทนี้เริ่มขึ้นในปี 2540 โดยเพื่อนคนหนึ่ง ที่ต้องการคู่สามีภรรยามาเป็นแบบในการถ่ายภาพโปรโมตของบริษัทแบร์ฯ ทั้ง วิทเมอร์ และสามี ต้องร่วมเดินทางทัวร์เรือสำราญเปลือยกายไปยังตาฮิติ และทำหน้าที่เป็นนางแบบ-นายแบบ
เวลาผ่านไปอีก 10 ปี วิทเมอร์ และสามีตัดสินใจเข้าร่วมกับบริษัทแบร์ฯ ในฐานะพนักงาน เริ่มจากตำแหน่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกระทั่งถึงปี 2553 เธอก็ได้งานเป็นผู้ช่วยฝ่ายขาย เพราะพูดภาษาเยอรมันได้ เนื่องจากคนเยอรมันจำนวนมาก ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบที่สามารถเปลือยกายได้อย่างเป็นอิสระ

ตำแหน่งของเธอในปัจจุบัน ทำให้เธอต้องรับผิดชอบวางแผนการสำหรับทั้งสองทริปในแต่ละปี เธอจะต้องจัดตารางให้ทีมงานสำหรับหน้าที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ ไปจนถึงงานเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างคอยแจ้งเตือนแขกเรื่องรูปแบบการแต่งกายสำหรับแต่ละอีเวนต์บนเรือ นอกจากนี้ยังต้องเลือกจุดจอดเวลาขึ้นฝั่ง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10-15 แห่ง
วิทเมอร์ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดเรื่องการเปลือยกาย (Nudism) ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรเลยกับเรื่องทางเพศและไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย
สำหรับเธอ การเปลือยกายเป็นเรื่องของการละทิ้งคำวิจารณ์หรือตัดสินคนอื่น เวลาที่เห็นคนไม่ได้สวมเสื้อผ้า เราคงบอกไม่ได้ว่าคน ๆ นั้นเป็นคนอย่างไร ยากดีมีจนแค่ไหน วิธีเดียวที่จะรู้หรือเข้าใจก็คือ ต้องเดินเข้าไปคุยกับคน ๆ นั้น
วิทเมอร์ กล่าวว่า แขกจากทริปของเธอหลายคน ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเธอคิดว่าคงจะหาได้ยากจากการล่องเรือสำราญแบบสวมเสื้อผ้า นอกจากนี้เธอยังยืนยันว่า ทริปล่องเรือนู้ดของเธอและบริษัท ไม่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนคู่นอน แม้ว่าจะมีกลุ่มที่ให้บริการจัดล่องเรือในลักษณะนั้นอยู่จริง แต่ไม่ใช่ที่บริษัทของเธอ
วิทเมอร์ ยังให้ข้อมูลว่า การล่องเรือแบบเปลือยกาย ไม่ได้หมายถึงจะทำอะไรก็ได้ บนเรือก็มีกฎเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย และกฎใหญ่บนเรือที่ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ คุณจะต้องขออนุญาตทุกครั้ง ถ้าหากต้องการถ่ายภาพและมีบุคคลอื่นอยู่ในภาพด้วย
กฎสำคัญอื่นๆ ได้แก่ แขกเพศชายไม่ควรแสดงความ “ตื่นเต้น” มากเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเวลาไม่ได้สวมเสื้อผ้า ถ้าหากเกิดความรู้สึกดังกล่าวขึ้นมา วิทเมอร์ แนะนำให้หากิจกรรมอื่นทำ เช่น กระโดดลงน้ำที่เย็นจัด
การร่วมรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเป็นมื้อสำคัญประจำวัน จะมีการกำหนดรูปแบบการแต่งกาย และเป็นเพียงเวลาเดียวของแต่ละวัน ที่แขกทุกคนจะต้องสวมเสื้อผ้า ซึ่งเหตุผลหลักก็คือ พนักงานเสิร์ฟส่วนใหญ่จะต้องเสิร์ฟอาหารร้อน ๆ แขกจึงต้องสวมเสื้อผ้าเพื่อความปลอดภัย โดยเธอบอกว่า หลักการนั้นมีง่าย ๆ คือ “ปิดจุก, ปิดจู๋ และปิดก้น” และไม่อนุญาตให้สวมเสื้อผ้าประเภทซีทรู ชุดตาข่าย ชุดชั้นในจีสตริง หรือแบบที่มีเชือกผูก

สำหรับกัปตันเรือและลูกเรือนั้น จะไม่ได้เปลือยกายเหมือนกลุ่มแขกบนเรือ และเมื่อเรือเทียบท่า แขกจะต้องสวมเสื้อผ้า ยกเว้นจุดที่จอดเรือนั้นอนุญาตให้เปลือยกายได้ หรือในกรณีที่บริษัทสามารถสงวนพื้นที่ท่าเรือให้มีเพียงเรือของบริษัทเข้าใช้งานได้
อย่างไรก็ตาม วิทเมอร์ เข้าใจดีว่า การท่องเที่ยวในลักษณะไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน บางคนก็ไม่เข้าใจแนวคิดเรื่องการเปลือยกายขณะอยู่ร่วมกับคนอื่น แต่ถ้าหากอยากรู้หรืออยากเข้าใจ ก็มีทางเดียวคือต้องมาเที่ยวแบบนี้ดูสักหน นอกจากนี้ เธอยังอวดว่า แขกของเธอส่วนใหญ่ ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนราว 70% มักจะมาทริปล่องเรือนู้ดซ้ำ จนคุ้นหน้าคุ้นตากัน ซึ่งทำให้เธอคิดว่า บริษัทของเธอเดินมาถูกทางแล้ว
แหล่งข้อมูล : businessinsider.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



