ฟาร์มบลูเบอร์รี่แห่งนี้ เป็นหนึ่งในฟาร์มหลายแห่งที่มีอยู่ตามภูมิภาคชายฝั่งทะเลอันร้อนระอุของประเทศ ซึ่งความเจริญรุ่งเรืองทางการเกษตร คือ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเปรูจากการแทบไม่มีพื้นที่เพาะปลูกบลูเบอร์รี่ เป็นผู้ส่งออกบลูเบอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของโลก ในเวลาเพียง 10 ปี

คนงานส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับบลูเบอร์รี่จนถึงช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อผลไม้ชนิดนี้เริ่มเข้ามาแทนที่พืชผลดั้งเดิมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น องุ่น, ฝ้าย และหน่อไม้ฝรั่ง

“เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรามองว่าบลูเบอร์รี่เป็นสิ่งซึ่งปลูกไม่ได้ที่นี่” นายอัลวาโร เอสปิโนซา วิศวกรการเกษตร และเจ้าของซันเบอร์รีส์ ฟิลด์ กล่าวว่า ก่อนหน้านั้น เขาพยายามขอเงินลงทุนจากนักธุรกิจชาวเปรู แต่อีกฝ่ายปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะปลูกบลูเบอร์รี่ในอากาศร้อนบริเวณชายฝั่งของประเทศ เนื่องจากพืชชนิดนี้มักต้องการอุณหภูมิที่เย็นจัดเป็นเวลานานหลายวันต่อปี

นายอัลวาโร เอสปิโนซา หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกบลูเบอร์รี่รายแรกของเปรู

ทว่าอีก 10 ปีต่อมา เปรูกลายเป็นผู้ผลิตบลูเบอร์รี่รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากจีนกับสหรัฐ และเป็นผู้ส่งออกบลูเบอร์รี่รายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าการขายบลูเบอร์รี่ในต่างประเทศมากกว่า 1,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 46,400 ล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว

โดยทั่วไปแล้ว บลูเบอร์รี่ต้องการสภาพอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งอยู่ในที่ราบสูงเปรู บนเทือกเขาแอนดีส ไม่ใช่ภูมิภาคชายฝั่งทะเล แต่พื้นอย่างหลังกลับเป็นที่ชื่นชอบสำหรับผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เนื่องจากมันอยู่ใกล้กับท่าเรือ และลักษณะทางภูมิศาสตร์แบบที่ราบ ซึ่งดำเนินการจัดการได้ง่ายกว่าเทือกเขาแอนดีสที่ทุรกันดาร

แม้ว่า เอสปิโนซาพยายามตั้งเรือนเพาะชำ เพื่อพัฒนาบลูเบอร์รี่พันธุ์ใหม่ที่สามารถรับมือกับสภาพอากาศร้อนตลอดทั้งปี แต่เขาประสบความล้มเหลว นั่นทำให้เขาตัดสินใจปล่อยหน้าที่เพาะพันธุ์ให้เป็นของบรรดาผู้สันทัดกรณีแทน ซึ่งนำโดย นายคาร์ลอส เกเรดา ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุด (ซีอีโอ) ของบริษัท อินคาส์ เบอร์รีส์

เกเรดาใช้เวลา 2 ปี ในการทดลองกับบลูเบอร์รี่ 14 สายพันธุ์ จนพบกับพันธุ์ที่สามารถปลูกบนภูมิภาคชายฝั่งของเปรูได้ นั่นคือ “บิล็อกซี” (Biloxi) หลังจากนั้นในเวลาเพียงไม่กี่ปี บลูเบอร์รี่กลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักของแคมโปโซล แซงหน้าพืชผลขายดีที่สุดในอดีต ไม่ว่าจะเป็น ส้มแมนดาริน, องุ่น, มะม่วง และอะโวคาโด

มูลค่าการส่งออกบลูเบอร์รี่ของเปรู อยู่ที่ประมาณ 46,400 ล้านบาท เมื่อปี 2565

ปัจจุบัน เปรูส่งออกบลูเบอร์รี่ประมาณ 270,000 ตันต่อปี และเนื่องจากบลูเบอร์รี่จำนวนมากที่เข้าสู่ตลาด ผู้ผลิตชาวเปรูจึงทำเงินได้แค่ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม (ราว 170 บาท) แต่พวกเขาก็ตอบสนองด้วยการขยายฤดูกาลเก็บเกี่ยวออกไป ซึ่งสภาพอากาศที่ค่อนข้างคงที่ของภูมิภาคชายฝั่ง ทำให้ผู้ผลิตบางรายสามารถเก็บเกี่ยวบลูเบอร์รี่ได้ตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ทั้งนั้น เอสปิโนซา กล่าวว่า ถึงแม้การส่งออกของปี 2565 จะอยู่ในระดับดี แต่มันก็เป็นปีที่ยากลำบาก เพราะต้นทุนสูงขึ้น 40% รวมถึงราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสงครามในยูเครน และค่าธรรมการขนส่งทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเขาหวังว่า การส่งออกในปีนี้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : BBC News