รายงานฉบับใหม่ของกลุ่มสิทธิมนุษยชน “เซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ส” ระบุว่า ชาวจีนและชาวต่างชาติจำนวนมากถูกห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกจีน ขณะที่การวิเคราะห์หนึ่งพบว่า คดีความต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งห้ามดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้องค์กรธุรกิจต่างชาติแสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มดังกล่าว
“นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ขึ้นเป็นผู้นำจีนเมื่อปี 2555 รัฐบาลปักกิ่งขยายขอบเขตกฎหมายสำหรับการห้ามออกนอกประเทศ และมีการใช้คำสั่งเหล่านั้นมากขึ้น ซึ่งบางครั้งก็ไม่มีการให้เหตุผลสนับสนุนทางกฎหมาย” รายงานของเซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ส ระบุ
นอกจากนี้ จีนยังยกระดับกฎหมายตอบโต้การจารกรรม โดยอนุญาตให้มีการใช้คำสั่งห้ามออกนอกประเทศ กับผู้ใดก็ตามที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน หรือชาวต่างชาติ ซึ่งสิ่งนี้ขัดแย้งกับข้อความของจีนที่บ่งบอกถึงการเปิดรับการลงทุนและการเดินทางจากต่างประเทศ
หนึ่งในบุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้ออกจากจีนในปีนี้ คือ ผู้บริหารชาวสิงคโปร์ของ มินตซ์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบวิเคราะห์สถานะธุรกิจ ของสหรัฐ กระทรวงการต่างประเทศจีน ให้เหตุผลว่า มินตซ์ ถูกต้องสงสัยว่า มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจต่างชาติหลายแห่งต่างกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น และการใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือในกฎหมายตอบโต้การจารกรรม ซึ่งระบุไว้ว่า คำสั่งห้ามออกนอกประเทศสามารถบังคับใช้ กับผู้ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ หรือสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อผลประโยชน์ของชาติ
ด้านหอการค้าสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวในแถลงการณ์ว่า ขณะที่จีนกำลังพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในเชิงรุกนั้น การห้ามออกนอกประเทศกลับส่งสัญญาณที่ขัดแย้ง และไม่แน่นอนอย่างมาก
ตามรายงานของเซฟการ์ด ดีเฟนเดอร์ส บุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้ออกนอกจีน ได้แก่ ชาวจีนที่พัวพันกับข้อพิพาททางการเงิน, นักปกป้องสิทธิ, นักเคลื่อนไหว, ทนายความ และกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวอุยกูร์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
นางเซียง หลี่ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิชาวจีน ผู้ถูกปฏิเสธไม่ให้ออกนอกประเทศเป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่เธอจะหลบหนีจากจีนเมื่อปี 2560 และลี้ภัยอยู่ที่สหรัฐในเวลาต่อมา กล่าวว่า “พวกเขาสามารถหาเหตุผลใด ๆ มาหยุดคุณไม่ให้ออกจากประเทศนี้ไปได้”.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP


