หลังปล่อยเสน่ห์ทำแฟน ๆ หลงใหลไปทั่วเอเชีย ล่าสุดสองเทพบุตรจิ้งจอก อีดงอุค และ คิมบอม ได้กลับมาขโมยหัวใจทุกคนอีกครั้ง ในซีรีส์แฟนตาซีภาคต่อ “Tale of the Nine Tailed 1938 (เทพบุตรจิ้งจอกเก้าหาง 1938)” ทาง “Prime Video” โดยครั้งนี้จะพาย้อนกลับไปในปี 1938 ยุคแห่งความโกลาหลวุ่นวาย

ซึ่งเรื่องราจะดำเนินต่อเนื่องจากซีซั่นแรก “อีรัง” (คิมบอม) น้องชายต่างสายเลือดของ “อียอน” (อีดงอุค) ได้เสียสละให้ “อียอน” ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะมนุษย์ และมีชีวิตที่มีความสุขกับ “จีอา” แต่แล้วเมื่อเขาได้รู้ว่า “อีรัง” จะไม่สามารถกลับมาเกิดใหม่ได้อีก “อียอน” จึงได้ตัดสินใจทำสัญญาเพื่อให้ “อีรัง” กลับชาติมาเกิดใหม่ได้ จากข้อตกลงนี้ “อียอน” จึงกลับไปเป็นจิ้งจอกเก้าหางอีกครั้ง และย้อนกลับไปยังปี 1938 ในยุคนั้น “อียอน” ยังได้พบกับผู้คนที่คุ้นเคยในอดีตของเขา และบางคนมีความตั้งใจที่จะทำลายเขา “อียอน” ต้องพยายามหาทางปกป้องคนที่เขารักและกลับมาในยุคปัจจุบันให้ได้! โดยซีซั่นใหม่นี้ยังมีนักแสดงใหม่ที่จะมาเพิ่มสีสัน อย่าง คิมโซยอน และ รยูคยองซู อีกด้วย



ทั้งนี้ “อียอน” จิ้งจอกเก้าหางผู้ย้อนกลับไปในปี 1938 และในยุคที่ไม่มีคนรักให้ปกป้อง เขาโหดร้ายกว่าที่เรารู้มาก เขาไม่ได้เป็นคนใจกว้างหรือมีเมตตาใด ๆ ตรงกันข้าม เขาหยิ่งยโสและหยาบคายมาก ส่วน “อีรัง” ในปี 1938 เป็นหัวหน้ากลุ่มโจร และยังเป็นหัวหน้ากลุ่มหมาป่า เขาทั้งหยิ่งยโสและดื้อรั้นมากกว่าในซีซั่นแรก แต่ทว่าเขากลับมีความรักที่ทำให้เขาไม่อยากเป็นจิ้งจอก โดยตัวละครใหม่ที่มีความสำคัญกับ “อีรัง” มาก นั่นคือนางเงือก


ขณะที่ คิมโซยอน ที่มารับบท “รยูฮงจู” เจ้าของร้านอาหารที่ดีที่สุดในคยองซอง (ชื่อเดิมของกรุงโซล) และมีเสียงร่ำลือกันว่าเธอไม่เคยแก่ เพราะแท้ที่จริงแล้วเธอคือ อดีตเทพเจ้าภูเขาแห่งทิศตะวันตก มีผู้คนมากมายรายล้อมเธอ แต่เธอไม่เคยนับใครเป็นเพื่อน เพราะเธอถือว่าผู้ที่อ่อนแอกว่าไม่ใช่เพื่อน นั่นเลยทำให้เธอรู้สึกเหงาอยู่บ้าง เธอมีความสัมพันธ์ในอดีตเมื่อนานมาแล้วกับ “อียอน” และ รยูคยองซู มารับบท “ชอนมูยอง” เสือจากภูเขาแบคดู ซึ่งเป็นอดีตเทพแห่งขุนเขาทางเหนือ ในอดีตเขามีชื่อเสียงว่าอ่อนโยนที่สุดในบรรดาเทพแห่งขุนเขาทั้งสี่ แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขากลายเป็น “มูยอง” ผู้โหดเหี้ยม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาอ่อนไหวได้ นั่นคือ “รยูฮงจู” เพราะเขามีใจให้เธอ “ชอนมูยอง” เคยเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันเป็นอย่างดีกับ “อียอน” แต่แล้วจากมิตรก็แปรเปลี่ยนเป็นศัตรู


ซึ่งในซีซั่นใหม่นี้เรื่องราวจะเน้นไปที่สิ่งที่ “อียอน” ต้องยอมสละเพื่อความรัก และสิ่งที่เขาต้องชดใช้ รวมถึงผู้กำกับและทีมงานยังได้ถ่ายทอดหลายสิ่งที่ผู้ชมไม่เคยเห็นในซีซั่นแรก เช่น สัตว์ประหลาดในตำนานจากนิทานพื้นบ้านของเกาหลีและญี่ปุ่น และเรื่องราวความรักจากหลากหลายตัวละครด้วย! ล่าสุด “ฮาอึน” มีโอกาสได้พูดคุยกับ 4 นักแสดงนำ ถึงการถ่ายทำซีรี่ส์ตลอด 8 เดือนกัน รวมทั้งความรู้สึกที่พวกเขามีต่อตัวละครกันแบบจัดเต็ม!

Q : ซีรีส์ภาคต่อครั้งนี้ย้อนเวลาไปไกลในปี 1938 อยากรู้ว่ามีอะไรสนุก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำในฉากย้อนอดีตเหล่านี้มาเล่าให้ฟังบ้างไหม?
คิมบอม : สำหรับผมอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำแปลกใหม่มากเลยครับ ในฉากแอ็คชั่นก็เหมือนกัน ไม่ได้ใช้อาวุธที่ผมใช้อยู่ก่อนหน้านี้ แต่เปลี่ยนรูปทรงให้เหมาะกับยุคนั้น และไม่ใช่ฉากแอ็คชั่นที่ใช้รถยนต์แต่เป็นการขี่ม้าแทน หรือไม่ก็พวกปืนที่ใช้ได้แค่ในยุคนั้น ผมได้ยินมาว่าปืนที่ผมใช้ในฉากที่อยู่ในเทเลอร์ เป็นปืนที่ใช้จริง ๆ ในยุคสงครามโลกครั้งที่สองครับ รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้แปลกใหม่มากเลยครับ
อีดงอุค : ทีมศิลปะของพวกเราสร้างฉากถ่ายทำกลางแจ้งที่สุดยอดมาก ๆ เพื่อที่จะสร้างภาพบรรยากาศของปี ค.ศ. 1938 ออกมา เวลาที่ได้เข้าไปแสดงในฉากนั้น ทำให้รู้สึกราวกับว่าได้ไปในยุคนั้นจริง ๆ เลย ทีมศิลปะของพวกเราทุ่มเทกันมากจริง ๆ ครับ และส่วนอื่น ๆ ก็ต้องเติมเต็มต่อด้วยซีจี ซึ่งตอนนี้ทีมซีจีของพวกเราก็กำลังทุ่มเทกันมากเช่นกันครับ ในระหว่างการถ่ายทำรู้สึกขอบคุณสตาฟมาก ๆ เลยครับ
คิมโซยอน : สำหรับฉัน ความประทับใจและความพิเศษของฉากและบรรยากาศในยุคนั้นก็คล้ายกับที่สองท่านได้พูดไปก่อนหน้าค่ะ และเนื่องจากเป็นซีรีส์แนวแฟนตาซี นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้ไปกองถ่ายที่มี ฉากกรีน สกรีน โครมา คีย์ (Green Screen Chroma Key) อยู่ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน รู้สึกว่ามันพิเศษและสนุกมาก ประทับใจมาก ๆ ค่ะ
รยูคยองซู : เรามีถ่ายกันที่ต่างจังหวัดเยอะ เพราะฉากและบรรยากาศในเรื่องเป็นช่วงเวลาในอดีต ทำให้รู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวด้วย (ถามนักแสดงท่านอื่น) และตอนนั้นมีทั้งฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาวหมดเลยใช่ไหมครับ
คิมบอม : ที่เกิดขึ้นในหนึ่งเดือนน่ะเหรอ
รยูคยองซู : ไม่ใช่ครับ หมายถึงตอนที่เราถ่ายกันจริง ๆ ได้ชมวิวธรรมชาติของทั้งสี่ฤดู และผมคิดว่าในผลงานชิ้นนี้มีภาพความสวยงามของธรรมชาติในเกาหลีอยู่เยอะมากเลยครับ
Q : ในภาค / ซีซั่น ที่แล้วเป้าหมายของ “อียอน” คือการตามหาคนรัก ในภาคนี้เป้าหมายของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ สิ่งที่เขาตามหาในภาคนี้คืออะไร?
อีดงอุค : ในเรื่องของความรักก็สมหวังไปแล้ว และก็ยังคงรักษาความรักเอาไว้อยู่อย่างมั่นคงครับ ส่วนในซีซั่นสอง ‘Tale of the Nine Tailed 1938’ เขาจะไม่ได้ต่อสู้เพื่อหญิงสาวที่เขารัก แต่เป็นเพื่อครอบครัว เหล่าเพื่อน และประเทศที่เขารักครับ


Q : ถามคุณ “คิมบอม” ในภาคก่อนผู้ชมต่างชอบเคมีความเป็นพี่น้องของคุณและ “อีดงอุค” มาก ในภาคนี้จะได้เห็นความสัมพันธ์ของ “อียอน” และ “อีรัง” เป็นยังไงบ้าง?
คิมบอม : ในยุคนั้นอีรังก็ยังคงเกลียดแค้นพี่ชายอยู่ครับ อยู่ในสถานะที่ยังคงมีความเข้าใจผิดเดิมอยู่ แต่จิตใจของผมก็เปลี่ยนไปเพราะอียอนที่รู้เรื่องราวในอนาคต คิดว่าการดำเนินเรื่องน่าจะแตกต่างออกไปจากซีซั่นแรกครับ และจะได้เห็นภาพของพี่น้องสุดเท่ ในชุดที่เข้ากับบรรยากาศของยุคนั้นครับ
Q : ในฐานะที่คุณ “คิมโซยอน” และ “รยูคยองซู” เป็นตัวละครใหม่ ที่ได้มาปรากฎในซีซั่น 2 นี้ อยากรู้ว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมแสดงครั้งนี้?
คิมโซยอน : เหตุผลสำคัญที่สุดคือตัวฉันเองอยากเล่นแนวแฟนตาซีมาก ๆ เลยค่ะ คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสในชีวิตที่ได้เล่นแฟนตาซีที่ตัวฉันได้ลองโบยบินบนท้องฟ้าดู เป็นจุดที่ชอบที่สุดเลยตอนที่ได้รับบทนี้มา
รยูคยองซู : สำหรับผม ก่อนอื่นเป็นตัวบทครับ บทสนุกมาก อ่านจบเร็วมาก ๆ ส่วนจุดที่ผมกังวลคือต้องเล่นเป็นบทเพื่อนของคุณอีดงอุคและคุณคิมโซยอน กังวลว่าในเชิงของประสบการณ์ผมจะเล่นออกมาได้เข้ากับทั้งสองท่านไหม แต่ผู้กำกับทำให้ผมกล้าและมีความเชื่อ ก็เลยทำให้แสดงออกมาได้มั่นใจมากขึ้นครับ


Q : คุณคิดว่ามีอะไรที่คุณรู้สึก Relate กับตัวละครที่ได้รับ จนเข้าใจความรู้สึกของตัวละครนั้น ๆ และมีอะไรที่แตกต่างมาก จนต้องทำความเข้าใจบ้างมั้ย
อีดงอุค : ไม่มีส่วนต่างเลยอ่ะ…
คิมบอม : จริง ๆ แล้วของผมเนี่ย แตกต่างมากเลยครับ ‘อีรัง’ เป็นคนที่ชอบใช้อารมณ์ แต่ส่วนตัวผมเองเป็นคนใช้เหตุผลครับ ส่วนที่คล้ายกันก็น่าจะจุดที่รักพี่ชายครับ
อีดงอุค : จริง ๆ จุดที่ ‘อียอน’ และผมต่างกันคือ อียอนฉลาดกว่าผมมากครับ นอกจากนั้นคล้ายกันเกือบหมดเลยครับ
คิมโซยอน : เป็นคนซึนเดเระ จุดที่คล้ายกับ ‘ฮงจู’ คือเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับความรัก และเป็นคนที่แสดงออกความรักได้เก่ง แต่อาจไม่ได้รุนแรงเท่ากับฮงจูค่ะ ส่วนจุดที่ต่างกันก็คือฮงจูเป็นคนที่ชอบแต่งตัวมาก ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย แต่ส่วนตัวแล้วสำหรับฉันไม่ได้เป็นคนแบบนั้น คิดว่าจุดนี้น่าจะต่างกันนะคะ
รยูคยองซู : จุดที่ต่างกันคือตัวละครของผมมีพลังใช้ไฟได้ แต่ผมใช้ไฟไม่ได้ครับ ใช้ได้แต่ไฟเตาแก๊สที่บ้าน ส่วนจุดที่คล้ายกันคือ ‘ชอนมูยอง’ เขาอยู่คนเดียว ผมเองก็อยู่คนเดียวเหมือนกัน แล้วก็ชอนมูยองเป็นคนที่ร้องไห้เก่งมาก ผมเองก็ร้องไห้เก่งเหมือนกันครับ คิดว่าเป็นจุดที่คล้ายกันครับ


Q : ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหล่าเทพและสัตว์ในตำนาน อยากทราบว่ามีความยากหรือความท้าทายอะไรบ้างมั้ย ที่ต้องมารับบทเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้?
คิมบอม : สำหรับผม ตั้งแต่ในซีซั่น 1 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘คูมีโฮ’ ในร่างจิ้งจอกพื้นเมืองเกาหลี ผมเลยดูสารคดีเกี่ยวกับจิ้งจอกพื้นเมืองเกาหลี ดูว่าจุดนี้น่าจะเอามาใช้ในฉากแอ็คชั่นได้ เช่น มนุษย์จะใช้การต่อยกัน แต่อันนี้จะเป็นการข่วนกันแทน จะใส่ใจในเรื่องแบบนี้ครับ
อีดงอุค : เนื่องจากไม่ได้ต้องเล่นเป็นตัวสัตว์จริง ๆ ผมเลยไม่ได้ใส่ใจในส่วนนั้น ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราอินไปกับโลกที่นักเขียนสร้างขึ้นมาให้ได้มากแค่ไหน สิ่งที่สำคัญสำหรับซีรีส์แนวแฟนตาซีคือการที่นักแสดงและผู้ผลิตต้องสามารถทำให้คนดูเชื่อได้ ผมจะคอยคิดว่าผมจะแสดงออกมาเหมือนกับ ‘คูมีโฮ’ ที่มีชีวิตมานานกว่า 1,600 ปีจริง ๆ มั้ย มีคุณสมบัติ ความเฉลียวฉลาด และการแสดงแอ็คชั่นพวกนั้นได้รึเปล่า
คิมโซยอน : อีกหนึ่เหตุผลที่ฉันเลือกแสดงละครเรื่องนี้ก็คือ ตัวละครของฉันจริง ๆ แล้วเป็นนกเค้าอินทรีค่ะ เป็นจุดที่สนุกและมีเสน่ห์มาก ๆ ตัวฉันเองก็ได้ไปหาสารคดีเกี่ยวกับนกเค้าอินทรีดูเหมือนกัน ก็เลยอยากจะลองแปลงร่างเป็นนกเค้าอินทรีในละครดูสักครั้ง ฝากทุกคนช่วยรอติดตามดูว่าฉันจะได้แปลงร่างหรือไม่นะคะ
รยูคยองซู : ผมคิดว่ายังไงก็คงต้องใช้การจินตนาการเอาครับ เพราะเป็นซีจีด้วย อย่างเวลาที่มีไฟออกมาจากมือผม ในความเป็นจริงมันไม่ได้มีไฟออกมาใช่มั้ยล่ะครับ ต้องเอาไปทำซีจีคอมพิวเตอร์กราฟิคต่อทีหลัง ทำให้บางครั้งก็เกิดสถานการณ์ที่ทำให้เขินอายอยู่เหมือนกัน แต่ผมก็ต้องสะกดจิตตัวเองครับ เพราะผมต้องเชื่อในสิ่งนี้ก่อน เหมือนกับที่พี่ดงอุคพูดเมื่อกี้ว่าเราต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ครับ



Q : ได้เรียนรู้อะไรจากตัวละครในซีซั่นใหม่นี้?
คิมบอม : ได้รู้จักและเรียนรู้เกี่ยวกับยุค ค.ศ. 1938 ที่เป็นฉากหลังของซีรีส์เรื่องนี้มากขึ้น ถึงแม้ว่าตัวละครของพวกเราจะไม่ได้มีอยู่จริง แต่ทีมงานและนักเขียนของเราก็มีการค้นคว้าอย่างมาก เพื่อที่จะแสดงภาพของยุคนั้นออกมาให้ได้สมจริงที่สุด ในมุมของพวกเราที่เป็นนักแสดงก็เช่นกัน ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับยุคนั้นมากขึ้นครับ
อีดงอุค : ส่วนตัวแล้วเป็นครั้งแรกสำหรับผมที่ได้เล่นผลงานที่มีซีซั่นต่อมาแบบนี้ ผมก็ได้ศึกษาว่าจะต้องดำเนินเรื่องต่อไปยังไง ด้วยวิธีไหนดี ถ้าเกิดว่า ‘Tale of the Nine Tailed 1938’ มีซีซั่นต่อไปอีก ผมคิดว่าทั้งตัวผมเอง ผู้กำกับและนักเขียนน่าจะมีเคล็ดลับต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตผลงานที่ดียิ่งกว่านี้ได้อีกครับ
คิมโซยอน : สำหรับฉันในช่วงที่อ่านบทก็สนุกมาก ๆ ได้เรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับตำนานเทพนิยายของเกาหลี หวังว่าผู้ชมจะได้รู้ว่าตำนานของเกาหลีมีส่วนที่สนุกเยอะขนาดนี้เลยค่ะ
รยูคยองซู : ในบรรดาผลงานที่ผมแสดงมาจนถึงตอนนี้มีแอ็คชั่นผสมอยู่เล็กน้อย แต่ต่อให้รวมฉากแอ๊คชั่นทั้งหมดที่ผมแสดงมา ก็ยังไม่เยอะเท่าฉากแอ็คชั่นในผลงานชิ้นนี้ครับ เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับแอ็คชั่นเยอะมากครับ พอได้ลองแสดงดูแล้วก็สนุกมาก รู้สึกว่ายิ่งได้แสดงก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น คิดว่าเล่นแอ็คชั่นได้ดีมากขึ้นครับ
เก็บข้อมูลให้พร้อม แล้วย้อนอดีตปี 1938 ไปกับเทพบุตรจิ้งจอกสุดหล่อ “อีดงอุค” พร้อมออกผจญภัยกับเรื่องราวความรักและการต่อสู้ครั้งใหม่พร้อมกัน!
ฮาอึน






























































