ขณะที่ บูเคเล เตรียมความพร้อมลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2567 ผู้นำวัย 41 ปี คนนี้ ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น “เผด็จการแห่งเอลซัลวาดอร์” กำลังได้รับคะแนนความนิยมสูงมาก

หลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2562 บูเคเล ยึดมั่นตามคำสัญญาตัวเอง ในการจัดการกับอัตราการฆาตกรรมของเอลซัลวาดอร์ ด้วยการจำคุกผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกแก๊งอาชญากรรมหลายหมื่นคน และสร้างเรือนจำขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา ภายในเวลาไม่กี่เดือน เพื่อรองรับนักโทษราว 40,000 คน

นอกจากอัตราการฆาตกรรมที่ลดลง ความสำเร็จหลักของบูเคเลคือ “ความมั่นคง” จากการขุดรากถอนโคนแก๊งอาชญากรรม ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศใหม่ของการฟื้นฟูโครงสร้างการผลิตของวิสาหกิจรายย่อย จากเดิมที่พวกเขาถูกแก๊งค้ายาเสพติดรีดไถเงินค่าคุ้มครอง และอยู่อาศัยท่ามกลางการต่อสู้แย่งชิงอิทธิพลอันนองเลือด

TRT World

แต่ในทางกลับกัน กลุ่มสิทธิมนุษยชน, สหรัฐ และสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต่างแสดงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับการจับกุมโดยพลการ, สภาพเรือนจำที่ไร้มนุษยธรรม และอำนาจเผด็จการในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น

หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่นาน บูเคเลสั่งให้ตำรวจและทหารติดอาวุธหนักบุกเข้าไปในรัฐสภา ซึ่งนำโดยฝ่ายค้านในขณะนั้น เพื่อข่มขู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้อนุมัติเงินกู้เป็นเงินทุนสำหรับแผนต่อต้านอาชญากรรม

หลังจากนั้น รัฐสภาได้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษา 5 คน จากสภารัฐธรรมนูญของศาลฎีกา และอัยการสูงสุด ซึ่งสถาบันสองแห่งที่บูเคเลเคยมีความขัดแย้ง รวมถึง 1 ใน 3 ของผู้พิพากษาทั้งหมดของเอลซัลวาดอร์ ต่อมา ศาลฎีกาที่ปรับใหม่อนุญาตให้บูเคเลสงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะจำกัดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแค่วาระเดียวก็ตาม

ต่อมาในปี 2565 รัฐสภาเอลซัลวาดอร์อนุมัติคำขอประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของบูเคเล ซึ่งขยายอำนาจตำรวจ และจำกัดสิทธิพลเรือน หลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือน มี.ค. 2565 ที่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์มากถึง 87 คน เสียชีวิตด้วยน้ำมือของสมาชิกแก๊งอาชญากรรม โดยในช่วง 14 เดือนนับจากนั้น ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากร ประมาณ 69,000 คน แต่ในจำนวนนี้ได้รับการปล่อยตัวราว 5,000 คน เนื่องจากไม่มีหลักฐานเอาผิด

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของบูเคเล คือ การทำให้บิตคอยน์เป็นตั๋วเงินชำระหนี้ตามกฎหมาย ในเศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์ที่ใช้เงินดอลลาร์ และนับเป็นประเทศแรกในโลกที่ดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งเขายืนกรานว่า มันจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจย่ำแย่ แม้มีคำเตือนจากบรรดาผู้สันทัดกรณี และหน่วยงานกำกับดูแล เกี่ยวกับความผันผวนของสกุลเงินดิจิทัล, ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาวะเงินเฟ้อ และการขาดการคุ้มครองผู้บริโภค.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP