ซาอุดีอาระเบียกับยูเออี ต่างเสนอแรงจูงใจภาษีกับการยกเว้นอากรชุดใหญ่สำหรับบริษัทต่างชาติ เพื่อทำให้ตนเองมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น

ทั้งซาอุดีอาระเบียและยูเออี กำลังดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมขนานใหญ่ ตามส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปภายในประเทศ ปี 2573 ของตนเอง ซึ่งแม้ว่าโครงการริเริ่มและการปฏิรูปเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแบบเน้นตนเอง แต่นัยยะของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ดังกล่าวมีผลกระทบในระดับภูมิภาคโดยธรรมชาติ ทำให้ทั้งสองประเทศต้องแข่งขันกัน เพื่อชิงตำแหน่งศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางในอนาคต

ภายหลังการระบาดของโรคโควิด-19 เจ้าหน้าที่รัฐของซาอุดีอาระเบียและยูเออี ปล่อยแคมเปญต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มสถานะทางการทูตทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุด คือ การที่ซาอุดีอาระเบียฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ให้กลับคืนสู่ระดับปกติอีกครั้ง ในรอบกว่า 30 ปี และความพยายามในการสร้างความเชื่องโยงทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของภูมิภาค

การขยายขอบเขตครั้งใหม่นี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับซาอุดีอาระเบียและยูเออี ในการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังรวมถึงการขยายการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ตามแนวทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความร่วมมือด้านพลังงาน การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการป้องกัน และเป็นการขยายโอกาสในการลงทุน

แม้นักวิเคราะห์บางคนอาจโต้แย้งว่า การรณรงค์แบบเร่งรัดเพื่อขยายความครอบคลุมทางยุทธศาสตร์ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ไม่เกี่ยวกับการแข่งขันโดยเนื้อแท้ ทว่าการวิเคราะห์ที่ละเอียดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเครื่องมือ และแนวทางที่รัฐบาลริยาดกับรัฐบาลอาบูดาบีใช้ แสดงให้เห็นถึงโครงร่างของการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นใหม่

อนึ่ง รัฐบาลอาบูดาบีใช้ประโยชน์ จากความได้เปรียบทางเศรษฐกิจเหนือซาอุดีอาระเบีย โดยให้ความสำคัญกับการลงนามในข้อตกลงเศรษฐกิจทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ เช่น อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เริ่มการเจรจากับฟิลิปปินส์ กัมพูชา เวียดนาม และไทย

อย่างไรก็ดี ทั้งยูเออีและซาอุดีอาระเบียไม่พยายามขยายความร่วมมือด้านกลาโหม กับสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยกเว้นในกรณีอุตสาหกรรมการป้องกันของอินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่ทั้งสองประเทศใช้ประโยชน์จากระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ในภาคส่วนเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งถือว่า “ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” เช่น พลังงาน การทำให้เป็นดิจิทัล การดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยว และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

อาเซียนควรคว้าโอกาสนี้ เพื่อหาประโยชน์จากความสนใจในการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจมากขึ้นของประเทศในภูมิภาคอ่าว และใช้ประโยชน์นี้เพื่อกำหนดการขยายขอบเขตในอนาคต ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนเอง.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP