นายโมฮัมหมัด ซูแบร์ ผู้นำอาวุโสของพรรคพีเอ็มแอล-เอ็น และคนสนิทของนาวาซ กล่าวว่า สมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนต่างรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะนาวาซเป็นคนเดียวที่สามารถชี้นำพรรคในสถานการณ์วิกฤติ และสร้างความแตกต่าง ซึ่งพรรคพีเอ็มแอล-เอ็น ไม่สามารถเข้าสู่การเลือกตั้งได้เลยหากไม่มีเขา แต่ตอนนี้ พรรคพีเอ็มแอล-เอ็น ต้องคิดหากลยุทธ์ เพื่อจุดประกายความหวัง ให้กับประชาชนอีกครั้ง
กลุ่มผู้สนับสนุนเชื่อมั่นและไว้วางใจนาวาซ เพราะประวัติผลงานของเขา โดยเฉพาะช่วงการดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2557-2561 ซึ่งในเวลานั้น การก่อการร้ายในปากีสถานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบรรเทาวิกฤติพลังงานที่ยืดเยื้อ และเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม ซูแบร์เชื่อว่า สถานการณ์ในปัจจุบันมีความท้าทายอย่างมาก ซึ่งเขายอมรับว่า ปากีสถานกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน และพรรคพีเอ็มแอล-เอ็น ต้องคิดหากลยุทธ์เพื่อจุดประกายความหวัง คืนให้กับประชาชนอีกครั้ง
บรรดาผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองคาดการณ์ว่า นาวาซจะเผชิญกับ “ปัญหามากมาย” ควบคู่กับความพยายามฟื้นคืนความนิยมของพรรคที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจถดถอย และวิกฤติค่าครองชีพที่พุ่งสูง ซึ่งทวีความรุนแรงในช่วงเดือน เม.ย. 2565 – ส.ค. 2566 ภายใต้รัฐบาลของนายเชห์บาซ ชารีฟ น้องชายของเขา
แม้คู่แข่งทางการเมืองอย่างนายอิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน จากพรรคเตห์รีค-อี-อินซาฟ (พีทีไอ) ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และต้องรับโทษจำคุก จากความผิดในคดีรับสินบน แต่มันไม่ได้ทำลายฐานเสียงของผู้สนับสนุนอันแข็งแกร่งของเขา ที่มีอยู่ทั่วประเทศเลยแม้แต่น้อย
หลายคนมองเห็นความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างนาวาซ กับ “สถาบัน” ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปากีสถาน เพื่อกล่าวถึงกองทัพที่ทรงอำนาจ กระนั้น นายอาเมอร์ อาเหม็ด ข่าน ไม่เห็นด้วยกับมุมมองนั้น
“ผมไม่คิดว่านาวาซกับสถาบันจะคิดเหมือนกัน พรรคพีเอ็มแอล-เอ็น อาจจะเป็นแบบนั้น แต่มันไม่ใช่สำหรับเขาอย่างแน่นอน และนั่นคือความกังวลหลักของพรรคในตอนนี้ ไม่ใช่คดีทางกฎหมายที่ดำเนินกับนาวาซ” ข่าน กล่าวเพิ่มเติม
ขณะที่ นายฮัสซาน อัสการี นักวิเคราะห์การเมืองในเมืองลาฮอร์ ระบุว่า แม้กระทั่งสถาบันของปากีสถานเอง ก็กำลังมองหาทางออกเช่นกัน ซึ่งพวกเขามีทางเลือกที่จำกัด และนาวาซสามารถได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์นี้
“มันเหมือนกับการอยู่ในสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ยากลำบาก โดยฝั่งหนึ่งคือ นายอิมราน ข่าน ส่วนอีกฝั่งคือ นายนาวาซ ชารีฟ และพันธมิตร แต่เนื่องจากข่านหมดอำนาจ เพราะการเผชิญหน้ากับสถาบัน นั่นจึงทำให้ชารีฟมีข้อได้เปรียบ” อัสการี กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



