ถูกพูดถึงหนักมากทีเดียวสำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง “14 อีกครั้ง I Love You Two Thousand” ภาพยนตร์ที่ทำให้ใครหลายคนนึกย้อนไปถึงอดีตที่ผ่านมาของตนเองและทำให้เราเข้าใจความสุขของชีวิตง่ายขึ้น งานนี้เพราะกระแสดี และหลายคนพูดถึงในโลกออนไลน์หนักมาก yimyim จะนิ่งเฉยได้อย่างไร เราจึงไม่พลาดไปค้วาตัวนักแสดงนำของเรื่องอย่างหนุ่มหล่อเท่ นัท ณัฎฐ์ กิจจริต
ที่รับบทเป็น”ต้อ” มาพูดคุยถึงการทำงานในเรื่องนี้กัน ตามมาอ่านกันเลยจ้า

นัทมารับบทเป็น ต้อ คาแร็กเตอร์เป็นคนแบบไหน?
“ในเรื่อง 14อีกครั้งผมรับบทเป็นต้อ ก็เป็นหนุ่มขลุงที่ไม่มูฟออนเท่าไหร่ เขาก็จะวนเวียนในตัวเลข 14 นี่แหละคือตอนที่ผมได้รับบทนี้น้าเป้ที่เป็นผู้กำกับ (นฤบดี เวชกรรม)กับพี่ออมที่เป็นแคสติ้ง จะบอกว่าตัวต้อมีความเป็นมนุษย์สูงมากเขาจะคอยมองสิ่งต่าง ๆ ตลอด จะเล่นมุกจะคอยทำให้บรรยากาศมันเบาขึ้นสมมติว่าบรรยากาศมันเครียดต้อจะเป็นคนที่เข้ามาเล่นมุก ผมก็พยายามคิดคอยมองคนที่มีอารมณ์ทำนองนี้รอบตัวแต่ว่าหลัก ๆ เลยที่ตัวละครต้อมันเริ่มทำงานกับผมจริง ๆคือเรื่องการไม่ค่อยมูฟออน ไม่ค่อยทิ้งกับเรื่องราวอะไรเท่าไหร่ถ้าสังเกตตั้งแต่การแต่งตัว ก็จะเห็นว่าต้อใส่แต่รองเท้าเดิม ๆใส่รองเท้านักเรียนมาตั้งแต่ตอนเรียนยังไง ตอนนี้ก็ยังไม่มูฟออนจากมันหรือแม้แต่ความรักของเขากับเพื่อน เขายังวนอยู่ในลูปต้อเขาจะมีคาแร็กเตอร์ประมาณนั้น”
ก่อนจะมาแสดง มีการเวิร์กชอปมาก่อนไหม?
“เวิร์กชอปเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องครับ เช่น น้องชายเราเป็นใคร น้องชายเราสนิทกับใคร เราชอบใคร เราต้องเล่นร่วมกับใครบ้าง จะเวิร์กชอปในแง่ของโครงสร้างความสัมพันธ์เป็นยังไง แต่หลักๆ น้าเป้(ผู้กำกับ) ก็จะบอกว่ามันสำคัญมากเหมือนกันที่จะมาหาโมเมนต์ที่มันพิเศษที่หน้างานเรื่องนี้น่าจะเป็นครึ่งๆ เลยที่เวิร์กชอปประมาณนึงแล้วเราก็มาหวังผลหน้างานด้วยส่วนนึง”

ตัวต้อกับนัท มีอะไรต้องปรับเปลี่ยนหรือเหมือนกันไหม?
“มีคนถามเรื่องนี้บ่อยนะ เพื่อนนักแสดงก็จะมาถามคือผมรู้สึกว่าต้อมันเป็นอะไรเล็ก ๆ ที่เราเอาไว้เล่นกับเพื่อนในชีวิตจริงของผม
แต่รอบนี้เหมือนเราต้องถ่างออกมาเป็นหนึ่งชีวิต ความรู้สึกผมมันเหมือนต้องเล่นมุก ต้องเอนเทอร์เทนตลอดเวลา มันเหนื่อยมันขัดกับธรรมชาติของผมนิดนึงครับ ถามว่าเราก็มีเหลี่ยมนั้นเหมือนกันไหม ก็มีนะแค่ว่ามันจะออกมาสั้นไม่มากเท่ากับที่เป็นต้อ พอเป็นต้อต้องใช้โหมดนี้ตลอดเรื่องเลยมันแปลกดีครับ แต่ในแง่นึงผมกำลังมองหาบทแบบนี้อยู่ด้วย จากที่ก่อนหน้านี้เราเล่นแต่บทเครียด ๆ เดี๋ยวเป็นนักกีฬา (app war แอปชนแอป) เดี๋ยวเป็นอาชีวะ (4 kings อาชีวะยุค 90) มันเครียด ซีรีส์ที่เพิ่งปิดกล้องไปก็เครียด โชคดีที่พอมาถึงเรื่องนี้มันได้วางทุกอย่างแล้วหายใจหายคอ สบาย ๆ ตอนแรกก็ต้องปรับตัวมาก แต่ระหว่างนักแสดงด้วยกันมันก็สนิทกันมาเรื่อย ความพิเศษของกองนี้ก็คือเราเริ่มเดินทาง เริ่มสนิทกับทุกฝ่าย ทีมอาร์ต ทีมแต่งหน้า ทีมเสื้อผ้าผมว่าพอพลังงานในกองมันสนุก การมีโมแมนต์เล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้มันน่ารักดีและผมว่ามองย้อนกลับมามันจะไม่ได้พูดแค่เรื่องทำงานในกอง แต่อาจจะพูดถึงทีมงาน คนนี้แต่งขาสั้น คนนี้แต่งตัวตลกอะไรอย่างนี้ครับการอยู่กองถ่ายนี้มันผ่อนคลายมันก็เลยเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปที่จะเป็นต้อในการแสดง”

ร่วมงานกับณิชาเป็นยังไงบ้าง?
“จำได้ว่าเจอณิชาครั้งแรกเจอที่วันฟิตติง แล้วก็วันเวิร์กช้อป มันมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันคือให้เราสลับกันเล่าเรื่อง แล้วให้ทายว่าเรื่องที่เล่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก เหมือนเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วผมทายณิชาผิด 100 % เลย เพราะทุกเรื่องที่เขาเล่ามันขัดกับสิ่งที่เรามองไว้ คือไม่คิดว่าณิชาจะมีมุมนี้ ความย้อนแย้งตรงนี้มันก็เป็นอะไรที่ตลกดี เพราะคาแร็กเตอร์เขามีความดุแต่ข้างในคือ ใช้ได้ (ลากเสียง) มีอะไรคาดไม่ถึงเหมือนกัน”
นิยามคำว่าใช้ได้ของณิชาหน่อยสิเป็นแบบไหน?
“แสบครับ แล้วก็มีท่าฮัดเช้ยที่ตลกเขาจะโยกทั้งหัว แล้วก็ชอบแกล้ง แต่ข้อดีของณิชาก็คือ ต่อให้ทุกคนที่เขาแกล้งก็จะไม่มีใครโทษเขา เขาจะไม่ใช่คนที่น่าสงสัย จะเป็นพวกเด็ก ๆ เป็นผม เขาก็จะรอดพ้นจากคดีพวกนี้ไปเยอะ อาจเป็นเพราะณิชาเขานิ่งได้เร็ว แต่พวกผมมันพิรุธเยอะไปหมด”

คิวแรกๆ ที่ได้เจอกัน แสดงด้วยกันเป็นยังไงบ้าง?
“ดีมากครับ คิวแรกมันก็จะมีงงบ้างเป็นปรกติ แต่ณิชาเขาหัวดี ความที่ต้อมันเล่นไปเรื่อย บางทีมันต้องอยู่ในบทบ้างนอกบทบ้าง
ณิชาเขาก็จะรับส่งได้ไว บางทีเขาก็จะเป็นคนที่ดึงผมกลับเข้าเส้นเรื่องเส้นของไดอะล็อกหลักด้วย เพราะบางทีเราก็พูดนอกบท ความจริงเด็ก ๆก็ด้วย เขาจะคอยดึงสติผม ให้กลับมาพูดอยู่ในร่องในรอยเถอะผมว่าการที่ผมทำงานแล้วมาเจอกับพาร์ตเนอร์ที่พร้อมรับส่งมันสนุกมากซีนมันไปของมันเรื่อยเลยครับ”
เล่าให้ฟังหน่อยว่าร่วมงานกับน้องๆ เป็นยังไงบ้าง?
“ในเรื่องเขาใช้ชื่อ แก๊งหัวหมา ก็มี น้องเล็ก น้องโยชิ น้องวีเจ น้องโมเน่ต์ น้องแฟร์รี่ (ธีรเวช สุภาวงษ์, สุริยาวิชญ์ ถนอมชัยสนิท, นพรุจ ตันธนวิกรัย, ภาริตา ริเริ่มกุล, กิรณา พิพิธยากร) คัดแยก น้องภูผา (อินทนนท์ แสงศิริไพศาล) ไว้คนนึงนะ คนอื่นผมเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกครับ แต่ก็ทราบมาว่าแต่ละคนมีผลงานมาอยู่แล้ว ไม่เคยเป็นห่วงเรื่องวิธีการทำงานเลย เป็นห่วงว่าจะคุยกับเขาได้หรือเปล่าแบบนี้มากกว่า แต่น้องเขาก็จะตั้งใจ ก่อนเข้าเซ็ตก็จะจับกลุ่มทำสมาธิอะไรกันซึ่งอันนี้น่าชื่นใจนะ ผมรู้สึกว่าแต่ละคนน่าจะโตไปเป็นคนทำงานที่ดีแบบนี้ได้ขอแค่ให้รักษามาตรฐาน แต่ว่าภูผาเคยเจอมาแล้วครั้งนึง เจอกันตั้งแต่ตัวเล็ก ความรู้สึกคล้ายว่าผมเป็นผู้ปกครอง รู้สึกอยากจะแชร์หนังเรื่องนี้ให้ทุกคนดูอยากให้น้องไปต่อเรื่อยๆ เราโชคดีที่เราเห็นมาแล้ว 2 โพรเจกต์ของน้องพัฒนาการเขาเยอะมาก ความนิ่งของโฟกัสก็ดีขึ้น น่าจับตามองครับ”
ร่วมงานกับน้องผู้หญิงอีก 2 คน แฟร์รี่ กับ โมเน่ต์ เป็นยังไงบ้าง นัทมีโหมดเข้ากับสาวๆ ยังไง?
“เจอก็คุยเล่นกันปรกติครับ น้องจะมีโลกของพวกเขากันอยู่ แต่ถ้ามองย้อนกลับไปถึงแฟร์รี่กับโมเน่ต์นะ สงสารโมเน่ต์ที่ต้องใส่วิกตลอดมันเสียสมาธิเหมือนกันนะ แต่น้องเก่งเลยในเรื่องของสมาธิ ส่วนแฟร์รี่ เรารู้จักพี่สาวของแฟร์รี่ รู้จักมินนี่ รู้จักที่บ้านเขาปาป๊าเขา
ก็เลยไม่ได้เกร็งมาก น้องน่ารักครับตัวเล็กตัวน้อย ผมว่ายิ่งมันผ่านคิวกันมาเรื่อย ๆ มันก็มีการแกล้งกัน หลัง ๆ เริ่มโดนแซวบ้างละ การร่วมงานกันมาจนถึงช่วงท้ายมันไม่ได้แยกว่าคนนี้เด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย แต่นี่มันเป็นแก๊งเขา แก๊งคนแก่ แก๊งเด็ก เราแบ่งกันแบบนี้แล้ว”
ทำงานกันมาจนถึงวันนี้ อินหรือยัง?
“จริง ๆ เริ่มรู้สึกอินตอนมาถึงที่จันทบุรี ตอนแรกผมก็นึกไม่ออกว่า มนุษย์ลักษณะนี้เขาโตมาในแวดล้อมแบบไหน ต้อมันต้องยังไง ความเจ๋งคือมาที่นี่เราได้เจอกับพี่ต้อตัวจริงด้วย คิวที่อู่ซ่อมรถ พี่ต้อเอากีต้าร์มาให้เล่นเขาคือทุกอย่างที่น้าเป้เล่าให้ฟังมีอยู่ซีนนึงที่พี่ต้อตัวจริงมาร่วมซีน ในเรื่องผมต้องเดินมาท้ายสุดแล้วผมก็รู้ละว่ามันไม่ได้หวังผลอะไรหรอกกับซีนนี้เพราะมันเป็นการเล่นกันท้ายซีนละ ผมก็เล่นเอาสนุกเลยเขายื่นไอศกรีมให้แล้วก็ต้องแกล้งทำตก ในบทมีแค่นั้น เขายื่นมาตามบทแล้วก็ทำตก ผมก็เอาเลย เฮ้ย…รู้ป่าวว่าต้อโมโหร้ายนะ เขาสวนขึ้นมาเลยว่า เปลี่ยนจากโมโหเป็นเบอร์โทรได้ไหมเนี่ยคือพี่ต้อตัวจริงแกทำทุกอย่างซอฟต์ลงได้
แล้วพี่ต้อแกมาเล่น แกไม่ได้เข้าใจกล้องเข้าใจซีนแต่เขามีเซนต์ในการทำอย่างนี้เลย ผมก็เลยโอเคเรามาถูกทางละ แปลกดีครับ
มันก็สนุกขึ้นเรื่อย ๆ”

แล้วมีฉากไหนบ้างที่อยากจะพูดถึงบ้าง ช่วยเล่าหน่อย?
“จริงๆ ผมชอบฉากที่มีแม่กับกิ๊บ (ไก่-สุปราณี เจริญผล รับบทเป็นแม่กิ๊บ)คือ ณิชาขับมอเตอร์ไซด์มาผมเดาว่ามันไม่ได้อยู่ในหนังหรอก แต่ที่ชอบฉากนี้ก็เพราะว่าตามซีนคือผมต้องถือหม้อแล้วก็หันกลับมาแล้วณิชาก็จะเข้ามาจอดมอเตอร์ไซด์พอดีที่ท้ายกระบะ แต่พอณิชามาจอดผมหันกลับมา ณิชากำลังจะเสยกระบะอยู่แล้ว แง่นะ บิดคันเร่งแรงเลย แล้วไอ้ที่ปิดตอนหลังของกระบะ มันก็กระเดิดขึ้น
ผมก็เฮ้ย..ตอนแรกคิดว่าณิชาเขาจะเล่นแบบนั้นแล้วทิ้งมอเตอร์ไซด์ไปแล้วเดินขึ้นรถ ตัวละครมันรีบไง เราก็เออมาแบบนี้แล้วไปต่อเลย
สักพักณิชาไม่ไหวหลุดขำเพราะมันคงอันตราย ก็เลยชอบฉากนั้นมากมันเป็นการข้ามเส้นเล็กๆ ของณิชา คือเขาไม่เคยขับมอเตอร์ไซด์
เห็นเขาไปเรียนขับตั้งอกตั้งใจ มันน่ากลัวนะเพราะมันคือรถชนแล้ว แต่เขาไม่กลัวก็เลยชอบซีนนั้น จริงๆ ชอบเยอะนะที่ผ่านมา แต่ผมเป็นคนชอบโมเมนต์เล็ก ๆที่เจอในซีน อย่างล่าสุดก็คือต้องขับรถเข้ามาแล้วจอดรถส่งเด็ก ๆ แต่วันถ่ายพี่คนที่มาเล่นเป็นแท็กซี่ รถแดงของที่จัน คล้ายรถแดงที่เชียงใหม่ เขาเหมือนออกตัวช้านิดนึง ไม่แน่ใจว่าเพราะรถหรือเพราะผิดคิว พอผมเข้ามาจะจอดผมก็บีบแตร แล้วก็บอกลุงถอยไป ลุงก็ค่อย ๆ ออกแล้วพอมาย้อนดูหน้ามอนิเตอร์ มันดูว่าต้อเลวดี (หัวเราะ)คือข้างหน้ามึงก็ทางม้าลาย เด็กนักเรียนก็กำลังเดินข้าม แต่มันเกิดจากความไม่ได้คิด แบบหลบไปกูจะมาส่งน้องกู น้องกูสายแล้วเออมันแบบดูตอบโจทย์คาแร็กเตอร์แบบต้อดีแล้วมันมีโมเมนต์แบบนี้เยอะนะครับแบบทำไปเลยไม่ต้องคิดอะไรแล้วน้าเป้ดันชอบ ฉากเล่นกีต้าร์ก็ชอบเพราะพี่ต้อตัวจริงมาสอน แล้วก็น้องโอมลูกชายพี่เป้ก็มาสอนให้การจับพาวเวอร์คอร์ดอะไรต่ออะไร ก็ใหม่ดีครับ จริงๆ ผมก็เล่นพอได้ครับแต่ไม่ได้เล่นแบบจริงจังแล้วก็เป็นการเล่นแบบเด็กทั่วไปเปิดคอร์ดเล่นกับเพื่อนเล่นแบบไม่ได้พยายามจะเป็นนักดนตรีที่ดี เราเล่นเพราะเราชอบ”
เรื่องนี้พูดถึงช่วงวัยอายุ 14 ตอนนั้น นัททำอะไรอยู่ มีวีรกรรมอะไรบ้างไหม?
“ช่วงนั้น ม.2 -ม.3 น่าจะได้ ตอนนั้นเป็นช่วงคาบเกี่ยว กำลังเรียนอัสสัมชัญ แล้วกำลังจะโดนโยกไปที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ผมต้องไปต่อที่นั่น ช่วงอายุ 13 – 16 ได้ ตอนนั้นเป็นช่วงทำให้ตัวเองเป็นคนตัวเล็กที่สุดเงียบที่สุดเพราะเราอยู่หลายสภาพแวดล้อม เราย้ายจากชายล้วนไปอยู่โรงเรียนสห ย้ายจากสหไปอยู่โรงเรียนกับฝรั่ง จากฝรั่งไปอยู่มหาวิทยาลัยมันเป็นช่วงที่เปลี่ยนผ่านเยอะ 14 ของผมมันก็ทำยังไงก็ได้ ให้มันผ่านไปง่ายๆไม่ได้อยากเด่นมากเดี๋ยวมีปัญหา แล้วตอนนั้นมันเป็นการปรับตัวซะเยอะไม่ค่อยรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างช่วงนั้น พอมาเล่นเรื่องนี้นะ มองย้อนกลับไปยังนึกไม่ออกเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงอายุนั้น จำได้ว่ามันเป็นการเดินทางมาก
เป็นการแพลนว่า ต้องเล่นกีฬาจะได้เข้ากับเพื่อนแก๊งนี้มันเป็นการปรับตัวข่วงนั้น เป็น 14 ที่ไม่สนุกเลย ผมเชื่อว่ายังมีวัย 14 แบบผมอีกเยอะนะ ที่ผ่านเรื่องราวมาแบบเงียบ ๆ แต่ก็มีบ้างนะครับเป็นแก๊งเดิม ผมโชคดีที่ตอนเป็นเด็กอนุบาล 1 จนถึงม.3 ไม่เคยย้ายโรงเรียนเลย ดังนั้นเพื่อนที่อัสสัมชัญศรีราชาก็จะเป็นเพื่อนแก๊งเด็กกลุ่มเดียวเลย ที่ทุกวันนี้ก็ยังมีคุยกับบางคนบ้าง ถ้าจำไม่ผิด พี่หรือน้องของณิชาก็เรียนรุ่นเดียวกันกับผมเหมือนกัน โลกกลมมาก แล้วก็ไปเป็นเพื่อนกันตอนเรียนอยู่ที่ออสเตรเลียแล้วก็กลับมาเป็นเพื่อนแก๊งมหาวิทยาลัย เป็นเพื่อนในการทำงานมันรวมกันกลุ่มเล็ก ๆ เป็นแก๊งเดิม ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแก๊งอยู่วัยรุ่นช่วงนั้นของผมไม่ค่อยแซ่บ ใครพูดไว้ไม่รู้”
สุดท้ายแล้วคิดว่า คนดูจะได้อะไรจากเรื่องนี้?
“ความสุขครับ ได้แน่ ๆ ความสดของน้อง ความเหลือเชื่อจากณิชา ดูเพลิน มีความบันเทิง ก็อยากจะเชิญชวนทุกคนมาชมภาพยนตร์เรื่อง 14 อีกครั้ง I Love You Two Thousand ในเรื่องนี้จะมีผม มีณิชา มีน้อง ๆ อีกหลายท่านเลย ฝากด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่จะพาทุกคนย้อนกลับไปในวัย 14 แล้วก็ลองมาตั้งคำถามกันว่า ตอนที่เราอายุ 14 เรามีความคิดความอ่านยังไงกันบ้าง วันนี้นะครับทุกโรงภาพยนตร์เลย”

แหม..รู้สึกเหมือนตัวเองได้ย้อนกลับไปในยุคก่อนและเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกว่า เรื่องราวในอดีตบางทีมันก็ทำให้เราทั้งยิ้มได้และมีน้ำตา แต่ทุกๆช่วงเวลาที่ผ่านไป สิ่งหนึ่งที่ล้ำค่าและควรเก็บรักษาไว้คือ “ทรงจำ” ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดี แต่มันคือหนึ่งเรื่องในชีวิตที่คุณได้ผ่านมันมาแล้วและทำให้เรามีสติกับการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ทุกข์เกินไป และไม่สุขจนเกินไปนั่นแหละ ชีวิต
คอลัมน์ “1 Day With ซุปตาร์”
โดย yimyim



