พบกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ กับ “ข่าวสังคมออนไลน์ภาคกลาง” นำเสนอข่าวสารรอบตัว รวมทั้งกิจกรรมตามแต่ละพื้นที่ต่างๆ อีกมากมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ทุกเหตุการณ์…….
หลายจังหวัดในภาคกลางประสบกับปัญหาเรื่อง รถบรรทุกหนัก ถนนพัง สร้างความเสียหายให้กับผู้คนที่ร่วมใช้รถ ใช้ถนน ต้องหลบหลีก หลุม บ่อ (โดยเฉพาะหน้าฝนที่ผ่านมา) ซ้ำยังมีรถบรรทุกหนัก ทั้งทราย ทั้งดิน หิน ลูกรัง วิ่งชิดขวากันไม่กลัว ขนส่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ (สืบเนื่องจากเลนถนนด้านซ้ายพังแล้ว)
พอเสียที กับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยจากรถบรรทุกหนัก กับ ต้องควักเอาเงินภาษีจากประชาชนที่นำมาซ่อมแซม ไม่คุ้มกันกับความเห็นแก่ตัวของเจ้าหน้าที่ที่รับชอบอย่างเดียว การเคลียร์ความสะดวกในการบรรทุกหนักในเส้นทาง แต่ละพื้นที่ของสถานีตำรวจ มีทั้งรายเดือน หรือตามจำนวนคันรถบรรทุก เห็นกันอยู่
สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งกำลังระบาดหนักกับรถบรรทุกดิน ทราย ถนนเป็นหลุม เป็นบ่อ รถของผู้ร่วมทางประสบปัญหาช่วงล่างพัง เพราะถนนด้านซ้ายก็พัง ด้านขวาก็เริ่มจะพัง เพราะรถบรรทุกหนักเหล่านี้เห็นแก่ตัว ที่ต้องการจะลดค่าใช้จ่ายด้วยการบรรทุกเกินน้ำหนักที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบควรตระหนักเรื่องนี้อย่าเห็นกับประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เลย (ศูนย์ข่าวภาคกลาง)
หัวข้อข่าว

ผู้ว่าฯอยุธยา ต้อนรับ พลเอก สุรยุทธ์ ประธานองคมนตรี ร่วมฟังการเสวนาและให้โอวาทแก่เยาวชน ค่ายประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่น 41 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎ พระนครศรีอยุธยา
วันที่ 22 ตุลาคม 2566 เวลา 15.00 น. ที่ ศูนย์ภาษาและคอมพิวเตอร์ อาคาร 100 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้“ และน้องๆ เยาวชนจาก 5 จังหวัดชายแดนใต้ คณะกรรมการ ตลอดจนครูพี่เลี้ยง ที่ร่วมกิจกรรมกว่า 400 คน โอกาสนี้ ประธานได้ร่วมรับฟังการเสวนา ในหัวข้อ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ บินหลาโบยบินจากถิ่นใต้ สู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ตัวแทนจากเยาวชนทั้ง 5 จังหวัด จากนั้น ได้กล่าวให้โอวาทและข้อคิดแก่เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเรียนรู้วิถีชุมชนพหุวัฒนธรรม” โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่น 41 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ตุลาคม 2566 กิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “วัฒนธรรมจากคาบสมุทรมลายูสู่กรุงศรีอยุธยา” ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและประทับใจ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อต้องการให้เยาวชน ได้ศึกษาเรียนรู้ เยี่ยมชม ความเก่าแก่ ความโบราณของบ้านเมืองพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้ตระหนักรู้ว่าสถานที่แห่งนี้ เป็นที่รวมพล รวมใจ และเทคโนโลยี มีทั้งความร่วมมือ ความรัก ความสามัคคี นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองให้เยาวชนได้เห็น อดีตจะสอนให้เรารูจักปรับตัวเพื่อต่อสู้กับอนาคต ดังนั้น เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการอบรมและร่วมกันสานสัมพันธ์ความสามัคคี ส่งผลให้เกิดความเข้าใจและสามารถพัฒนาตนเองให้เติบโตขึ้นเป็นเยาวชนที่มีคุณภาพในอนาคต (เผอิญ – วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

องคมนตรี และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันที่ 19 ตุลาคม 2566 ณ ที่ว่าการอำเภอบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมรับทราบสถานการณ์และติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอบางไทร โดยมี นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โอกาสนี้ นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้อัญเชิญกระแสความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์พระราชูปถัมภกแห่งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยในความเดือดร้อนของพสกนิกรเป็นอย่างมาก กล่าวกับผู้ประสบอุทกภัย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พร้อมมอบสิ่งของพระราชทานให้แก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัย จำนวน 1,000 ชุด ต่อจากนั้น ได้ลงพื้นที่มอบสิ่งของพระราชทานให้กับประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแป้ง อำเภอบางไทร จำนวน 3 หลังคาเรือน ซึ่งการได้รับสิ่งของพระราชทานในครั้งนี้ ประชาชนชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น
ทั้งนี้ นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พันเอก เพิ่มศักดิ์ ขุนโขลน รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 18 พลตำรวจตรี ชยานนท์ มีสติ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ. นายประพันธ์ ตรีบุบผา ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอำเภอบางไทร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ (ศูนย์ข่าวภาคกลาง)

พ่อเมืองกรุงเก่า เปิดจวนต้อนรับ นายอารีย์ วงศ์อารยะ พร้อมคณะกรรมการและเยาวชน “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 41 ที่มาพำนักอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันที่ 17 ตุลาคม 2566 ช่วงเย็น ที่ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ นายอารีย์ วงศ์อารยะ รองประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” เป็นประธานกิจกรรม “เปิดจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้อนรับเยาวชนและครอบครัวอุปถัมภ์” ในโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 41 พร้อมคณะกรรมการฯ
โดย นายอารีย์ วงศ์อารยะ กล่าวว่า โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” จัดขึ้นเพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนวิถีชีวิตสังคมต่างพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่นับถือต่างศาสนากัน แต่สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างมีความสุข สำหรับการจัดกิจกรรมโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ในครั้งนี้ เป็นรุ่นที่ 41
โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” มีกำหนดนำคณะเยาวชนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 320 คน เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 41 ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 27 ตุลาคม 2566 สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้คัดเลือกครอบครัวอุปถัมภ์ จำนวน 22 ครอบครัว รับดูแลเยาวชน จำนวน 44 ราย เข้ามาพำนักกับครอบครัวอุปถัมภ์ในพื้นที่ รวม 7 อำเภอ เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 – 19 ตุลาคม 2566 แบ่งเป็น ครอบครัวศาสนาอิสลาม จำนวน 15 ครอบครัว ประกอบด้วย อำเภอพระนครศรีอยุธยา 12 ครอบครัว อำเภอบางบาล 1 ครอบครัว และอำเภอบางปะอิน 2 ครอบครัว ในส่วนของครอบครัวศาสนาพุทธ จำนวน 7 ครอบครัว ประกอบด้วย อำเภอท่าเรือ 1 ครอบครัว อำเภอนครหลวง 2 ครอบครัว อำเภอบางปะหัน 2 ครอบครัว และอำเภอภาชี 2 ครอบครัว นับได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ประสบความสำเร็จและรู้สึกประทับใจมากที่สุด พร้อมเดินหน้าสานต่อในครั้งต่อๆไป
สำหรับการจัดกิจกรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี ได้แก่ นายอาทิตย์ บุญญะโสภัต อดีตอธิบดีกรมการปกครอง นายพิเชียน ลิมป์หวังอยู่ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายธวัชชัย นิมา กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นายประดิษฐ์ รัตนโกมล ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ครอบครัวอุปถัมภ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างเต็มกำลัง (วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

รมว.เกษตรฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พร้อมรับฟังปัญหาประชาชนในพื้นที่
ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ พร้อมมอบนโนบายแนวทางการแก้ไขปัญหา ณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยมีนายชูชาติ รักจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ (กฤษณพงศ์ อยู่รอด – ธนพล อาภรณ์พงษ์ / ลพบุรี)

ผู้ว่าฯสระบุรีเดินสาย มอบนโยบายการทำงานแก่ข้าราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นอำเภอมวกเหล็ก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ หลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ที่หอประชุมอำเภอมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานของผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอมวกเหล็ก ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน อำเภอมวกเหล็ก โดยเน้นย้ำถึง หัวใจของนักปกครอง คือ การลงพื้นที่ รูปแบบการทำงาน ทำงานแบบมีความสุข สนุกกับงาน การทำงานเน้น “ทีม” ใช้กลไกขับเคลื่อน ทีมตำบล (พชอ. พชต.) ทำแล้วต้องบันทึกระบบในระบบ MOI พชอ. กลไกของคุณภาพชีวิต เช่น การขับเคลื่อนเรื่องยาเสพติด โรคติดต่อสำคัญ กลุ่มเปราะบาง
การขับเคลื่อนจังหวัดสระบุรี ก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง รวดเร็วทันที ใช้กลไกเครือข่ายพื้นที่ กรณีเกิด CASE ต้องลงพื้นที่ ACTION ทันทีประชาสัมพันธ์สื่อสารให้สังคมรับทราบ การแก้ไขปัญหาโดยผู้อำนวยการท้องถิ่น ให้เป็นผู้บริหารสถานการณ์ภัยต่าง ๆ ปภ.สถ. ต้องเสริมสร้างบทบาทศักยภาพให้กับท้องถิ่นเป็นผู้อำนวยการท้องถิ่นในการแก้ปัญหาสาธารณภัยต่าง ๆ ให้ได้ การสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ REPORT เมื่อดำเนินการอะไรแล้ว หรือทำแล้วต้องสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับทราบ
การปฏิบัติงานในพื้นที่ของผู้ว่า เน้นเรียบง่าย ลดขั้นตอนพิธีการ เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ส่งเสริม “กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ” สร้างเด็กสระบุรีรองรับความเติบโต จัดกิจกรรมกีฬาในลักษณะทัวร์นาเม้นท์ โดยบูรณาการทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม เปิดคลินิกกีฬาต่าง ๆ สำหรับเยาวชน เช่น คลินิกฟุตบอล เพื่อให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจ ฝึกทักษะให้กับเยาวชน หาเวทีให้เยาวชนได้มีกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น การไปทัศนศึกษา การเข้าร่วมการแข่งขันรายการสำคัญ ๆ และเน้นย้ำในเรื่องสาธารณูปโภค บริการสาธารณะที่จัดทำเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชนโครงสร้างพื้นฐาน ในพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชน (วิรัตน์ เดชะวราฤทธิ์ / สระบุรี)

ผู้ว่าฯ อยุธยา นำหัวหน้าส่วนราชการและพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องใน “วันปิยมหาราช”
วันที่ 23 ตุลาคม 2566 เวลา 08.45 น. ที่ หอประชุมพระพิรุณระลึกโปรดเกล้าฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เป็นประธานวางพวงมาลา และจุดเครื่องทองน้อยถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ พร้อมกล่าวน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมด้วย นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำหัวหน้าส่วนราชการพลเรือน ศาล ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน สมาคม มูลนิธิ นักเรียน นักศึกษา จิตอาสาพระราชทาน และประชาชนชาวอยุธยา สวมเสื้อสีชมพู ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวนกว่า 100 หน่วยงาน รวม 500 คน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” หรือพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช” (ศูนย์ข่าวภาคกลาง)

ชัยนาท จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เนื่องในวันปิยมหาราช
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณค่ายลูกเสือจังหวัดชัยนาท และค่ายยุวชนทหารจังหวัดชัยนาท ตำบลธรรมามูล อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท นางสาวชไมพร อำไพจิตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นำประชาชนจิตอาสา ร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยรอบค่ายลูกเสือจังหวัดชัยนาท และค่ายยุวชนทหารจังหวัดชัยนาท เนื่องใน วันปิยมหาราช 2566 โดยมีส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และจิตอาสา เข้าร่วมกิจกรรมฯ
สืบเนื่องวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในรัชสมัยของพระองค์ สยามได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนารุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ทั้งการประกาศเลิกทาส และการพัฒนาด้านการไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ ฯลฯ (สุรพล บำรุงศรี – วรชล ฟักขาว / ชัยนาท)

ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธานการรับมอบที่ดินกรณีราษฎรอุทิศที่ดินให้กับทางราชการ เพื่อการพัฒนาขยายผิวทางจราจรถนนลาดยางโค้งช่วยทางหลวงชนบท สาย ชน 4023
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธานการรับมอบที่ดินกรณีราษฎรอุทิศที่ดินให้กับทางราชการ เพื่อการพัฒนาขยายผิวทางจราจรถนนลาดยางโค้งช่วยทางหลวงชนบท สาย ชน 4023 (ถนนประชาราษฏ์บำรุง) ในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลวัดสิงห์ พร้อมด้วย นายกิตติ บินชัย ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท และนายกสมาคมชาวชัยนาท นางอัศนีย์ บินชัย อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอวัดสิงห์ นายอำเภอสรรพยา สถานีตำรวจวัดสิงห์ และเทศบาลตำบลวัดสิงห์ ณ บ้านนางสาลี่ พานิชพันธ์ บ้านเลขที่ 114 ถนนอู่ทองมะขามเฒ่า ตำบลวัดสิงห์ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท
ทั้งนี้ครอบครัวของนางสาลี่ พานิชพันธ์ และครอบครัว นายนายจเร พานิชพันธ์ มีความประสงค์ที่จะพัฒนาขยายผิวทางจราจร ถนนลาดยางโครงข่ายทางหลวงชนบท สาย ชน 4023 (ถนนประชาราษฎร์บำรุง) ในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลวัดสิงห์ ตั้งแต่บริเวณวัดสิงห์สถิตไปถึงสะพานคอนกรีตข้ามคลองมะขามเฒ่า (แม่น้ำท่าจีน) เนื่องจากถนนมีสภาพคับแคบ การสัญจรไปมาไม่สะดวก แต่เนื่องจากพื้นที่ทั้งสองฝั่งของถนนสายดังกล่าว เป็นที่ดินของเอกชนจำนวนประมาณ 18 แปลง โดยในช่วงระยะที่ผ่านมา อำเภอได้ประสานขอความร่วมมือเจ้าของที่ดินบางราย ในการพิจารณาขอที่ดินเพื่ออุทิศให้กับทางราชการ ในการขยายถนนเพื่อประโยชน์สาธารณะและความเจริญของพื้นที่ในการพัฒนา
ในการนี้ ครอบครัวของนางสาลี่ พานิชพันธ์ และครอบครัว นายนายจเร พานิชพันธ์ มีความประสงค์ที่จะอุทิศที่ดินให้กับทางราชการเพื่อขยายผิวทางจราจร จำนวน 2 แปลง ที่ดำเนินการรังวัดและแบ่งหักเป็นทางสาธารณประโยชน์ให้กับทางหลวงชนบทชัยนาทเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย แปลงที่ 1 นางสาลี่ พานิชพันธ์ โฉนดที่ดินเลขที่ 24490 ตำบลวัดสิงห์ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 28 1/10 ตารางวา แปลงที่ 2 นายจเร พานิชพันธ์ โฉนดที่ดินเลขที่ 28489 ตำบลวัดสิงห์ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 13 5/10 ตารางวา โดยครอบครัวพานิชพันธ์ ได้อุทิศที่ดินให้กับทางราชการ ได้การขยายผิวทางจราจรสายดังกล่าว ให้ได้รับการพัฒนาขยายผิวทางจราจรให้กว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้การสัญจรไปมาสะดวกมายิ่งขึ้น และเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกับผู้สัญจรไปมา รวมทั้ง ส่งผลถึงการพัฒนาในพื้นที่ด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากถนนสายดังกล่าวเป็นเส้นทางที่มีผู้ใช้ถนนเดินทางไปท่องเที่ยว ณ วัดปากคลองมะขามเฒ่า (วัดหลวงปู่สุข) ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ตลอดจนเป็นถนนที่เชื่อมต่อสามารถเดินทางไปยังจังหวัดอุทัยธานีอีกทางหนึ่งด้วย (สุรพล บำรุงศรี – วรชล ฟักขาว / ชัยนาท)

นนทบุรี นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด เตรียมจัดประเพณีตักบาตรประสงฆ์ทางเรือ ประจำปี 2566 ยิ่งใหญ่
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม 66 ที่ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงานเทศบาลนครปากเกร็ด นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครปากเกร็ด พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวจัดงานประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวไทยเชื้อสายมอญ
โดยนายวิชัย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เทศบาลนครปากเกร็ด กำหนดจัดงานประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ ประจำปี 2566 ขึ้นในระหว่างวันที่ 27 – 28 ตุลาคม 2566 โดยจะมีการทำบุญ ตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ (บริเวณท่าเทียบเรือวัดบางจาก, ท่าเทียบเรือวัชรีวงศ์, ท่าเทียบเรือวัดตำหนักเหนือ, ท่าเทียบเรือวัดเกาะพญาเจ่ง, ท่าเทียบเรือวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร, ท่าเรือด่วนเจ้าพระยาปากเกร็ด) และเปิดให้รับชมเรือรับบิณฑบาตตกแต่งสวยงามจากชุมชนในอำเภอปากเกร็ด, ขบวนแห่อัญเชิญพระพุทธรูปไม้แกะสลักปางลีลา, การแสดงนิทรรศการประวัติความเป็นมาของงานประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ, สาธิตการทำอาหารพื้นบ้าน การออกร้าน จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารพื้นบ้าน รวมถึงการแสดงศิลปของวัฒนธรรมไทยมอญ, การแสดงจากคณะลิเกชื่อดัง ณ บริเวณท่าน้ำปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
โดยงานประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ หรือการตักบาตรทางน้ำ เป็นการทำบุญปวารณาออกพรรษาในวัน แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ในสมัยอดีตถือว่าเป็นการทำบุญที่สำคัญ รองลงมาจากการทำบุญสงกรานต์ โดยชาวรามัญหรือชาวมอญ เชื่อว่าวันนี้เป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ จึงมีการตักบาตรที่ริมน้ำหน้าวัดสำคัญของชุมชนชาวมอญ เรียกว่า “ตักบาตรพระร้อย“ หรือ “ตักบาตรทางเรือ” เนื่องจากวันนี้จะมีพระสงฆ์จากวัดต่างๆ มารับบิณฑบาตตั้งแต่เช้าจากชาวบ้านที่รอเตรียมใส่บาตรอยู่ทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำ โดยเรือแต่ละลำจะตกแต่งสวยงาม และจะมีเหล่าฝีพาย และร้องลำทำเพลงสนุกสนานครึกครื้น ทำให้การตักบาตรทางน้ำมีสีสัน สนุกสนาน มีการให้จังหวะประกอบในการกำกับจังหวะการพายเรือตามแบบมอญดั้งเดิม ซึ่งประเพณีดังกล่าวจะหาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน
นายวิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศบาลนครปากเกร็ด จึงจัดงานประเพณีตักบาตรพระสงฆ์ทางเรือ เพื่อสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยเชื้อสายรามัญไว้ ให้อยู่คู่ชาวปากเกร็ดและชาวไทยสืบต่อไป โดยประสานความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงาน และวัดต่าง ๆ ในเขตอำเภอปากเกร็ด ซึ่งในปีนี้มีเรือรับบิณฑบาตตกแต่งสวยงามมาจากชุมชนในอำเภอปากเกร็ด จำนวน 25 ลำ ร่วมงานนี้ (สมคิด – สมนึก ลือประดิษฐ / นนทบุรี)
โครงการ “แสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ” 24 – 29 ตุลาคม นี้ เพื่อรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง และการออกกำลังกาย “แผ่นดินไทย ไร้สโตรค”

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันที่ 24 ตุลาคม 2566 เวลา 13.30 น. ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ชั้น 1 นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนประชาชน ร่วมกิจกรรมในโครงการ “แสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ” พร้อมด้วย นายประทีป การมิตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค คณะแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ นักเรียน และ อสม. เข้าร่วมกิจกรรม โดยมี นายแพทย์ยุทธนา วรรณโพธิ์กลาง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงเป็นดั่งแสงนำใจของประชาชนไทย ทรงเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนชาวไทย ในการรักษาสุขภาพ และการออกกำลังกาย รวมถึงให้ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อไปสู่เป้าหมาย “แผ่นดินไทย ไร้สโตรค”
นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร กล่าวว่า ด้วยศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมโครงการแลงนำใจไทยทั้งชาติ เติน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ ทั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงเป็นดั่งแสงนำใจ และทรงเป็นแบบอย่างในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายแก่ประชาชนชาวไทย
โดยปีนี้จัดขึ้นในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค” (No STROKE for all Thais by NEW GEND) ซึ่งเล็งเห็นว่าคนรุ่นใหม่ (NEW GEN) เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังกาย พลังใจความมุ่งมั่น โดยปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 3,855 คน โดยจัดขึ้นเป็น 2 จุด ประกอบด้วย ในระหว่างวันที่ 24-28 ตุลาคม 2566 ณ ศูนย์การค้าอยุธยาชิตี้พาร์ต ซึ่งเป็นกิจกรรมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และมีทีมแพทย์ให้ความรู้เรื่องโรคหลอดเสือดสมอง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการป้องกัน ดูแล และรักษาอย่างถูกต้องแก่ประชาชนทั่วไป และวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ณ บริเวณพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยชัย (ทุ่งมะขามหย่อง) ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จะเป็นกิจกรรมการปล่อยตัวเดิน วิ่ง เพื่อสุขภาพ ระยะทาง 5 กิโลเมตร เส้นทาง จุดเริ่มต้น ณ ลานหน้าพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง (ศูนย์ข่าวภาคกลาง)

สระบุรี
วันที่ 20 ตุลาคม 2566 ที่ห้องประชุมตะแบกนา (ฝั่งทางรถไฟ) ศาลากลางจังหวัดสระบุรี นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานการประชุมโครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อการความพร้อมและมอบหมายภารกิจการจัดกิจกรรมให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและดำเนินการ ตามที่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีการจัด “โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต เฉลิมพระเกียรติ“ เนื่องเป็นประจำทุกปิ โดยในปี พ.ศ.2566 นี้ จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 9 ในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค (NO STROKE for all Thais by NEW GEN)” ระหว่างวันที่ 24-29 ตุลาคม 2566
โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงเป็นดั่งแสงนำใจ และทรงเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนชาวไทย ในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกาย โครงการฯ มีการจัดกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ 4 ด้าน คือ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี กิจกรรมให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมอง เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ กิจกรรมออกกำลังกายเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต เพื่อรณรงค์เชิญชวนคนไทยหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี และกิจกรรมคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค เนื่องจากคนรุ่นใหม่นับเป็นพลังสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้โดยเริ่มจากการสมาชิกในครอบครัวสังคม และเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไร้สโตรค (สมนึก สุขีรัตน์ / สระบุรี)

ลอยผ้าป่าทางเรือ สืบสานประเพณีโบราณชาวมอญบางขันหมาก ลพบุรี
นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางสุวจี ศิริปัญโญ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลพบุรี หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนชาวไทยรามัญบางขันหมากจังหวัดลพบุรี ได้เข้าร่วมกิจกรรมสืบสานประเพณีลอยผ้าป่าทางเรือของชาวมอญบางขันหมาก ประจำปี 2566 บริเวณท่าน้ำวัดเชิงท่า ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมทั้งเป็นการฟื้นฟู อนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและอนุรักษ์แม่น้ำลพบุรี อีกทั้งส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้สืบทอดประเพณีเอาไว้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเพณีลอยผ้าป่าทางเรือ เป็นประเพณีที่ชาวมอญบางขันหมากได้สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยขบวนผ้าป่าจะล่องไปตามสายน้ำในแม่น้ำลพบุรี ซึ่งเป็นสายน้ำประวัติศาสตร์ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ใช้สัญจรทั้งด้านการค้าและด้านการทูต
โดยปีนี้ขบวนผ้าป่าทางเรือได้เริ่มเคลื่อนขบวนออกจากท่าน้ำวัดเชิงท่า เพื่อร่วมกันแห่ผ้าป่าทางเรือไปตามสายน้ำในแม่น้ำลพบุรี และนำไปทอดผ้าป่ากลางน้ำบริเวณวัดต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี คือวัดเชิงท่า วัดพรหมมาสตร์ วัดมะปรางหวาน วัดอัมพวัน วัดโคกหม้อ และวัดโพธิ์งาม. (กฤษณพงศ์ อยู่รอด – ธนพล อาภรณ์พงษ์ / ลพบุรี)

ป.ป.ช. พระนครศรีอยุธยา ตรวจสอบการจัดซื้อกล้องวงจรปิด อบต.สำเภาล่ม จากศูนย์ CDC กรณีเพจปฏิบัติการ “หมาเฝ้าบ้าน”
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่หลังจากได้รับแจ้งข้อมูลเบาะแสการทุจริตจาก ศูนย์ป้องปรามการทุจริตแห่งชาติ (Corruption Deterrence Center) หรือ ศูนย์ CDC กรณีเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน เปิดเผยว่า อบต.สำเภาล่ม จัดซื้อกล้องวงจรปิดราคาแพงกว่าท้องตลาด
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า อบต.สำเภาล่ม ได้จัดทำโครงการจัดซื้อกล้องวงจรปิด(CCTV) จำนวน 16 ตัว พร้อมติดตั้ง เพื่อเฝ้าระวังป้องกันอาชญากรรมและความปลอดภัยในสำนักงาน จัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง งบประมาณ 493,000 บาท กับบริษัท เคเอ็ม โปรเกรส ซัคเซส จำกัด ประกอบด้วย กล้องวงจรปิดชนิดเครือข่าย แบบมุมมองคงที่สำหรับติดตั้งภายในอาคารจำนวน 11 ตัวๆ ละ 16,000 บาท รวมเป็นเงิน 176,000 บาท กล้องวงจรปิดชนิดเครือข่าย แบบมุมมองคงที่สำหรับติดตั้งภายนอกอาคาร จำนวน 5 ตัวๆละ 22,000 บาท รวมเป็นเงิน 110,000 บาท และค่าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอีก 207,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 493,000 บาท
คณะกรรมการได้ตรวจรับพัสดุเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 ซึ่งอบต.สำเภาล่ม ได้ชี้แจงประเด็นที่จัดซื้อราคาแพงกว่าท้องตลาด ได้กำหนดราคากลางโดยยึดตามเกณฑ์ราคากลางและคุณลักษณะพื้นฐานของระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ฉบับเดือนมิถุนายน 2564 ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ของสำนักงบประมาณในการจัดซื้อกล้องวงจรปิด (CCTV)
ทั้งนี้ กรณีการจัดซื้อกล้องวงจรปิด (CCTV) ราคาแพงกว่าท้องตลาดหรือไม่นั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว (สนง.ปปช.อยุธยา ข้อมูล / ศูนย์ข่าวภาคกลาง)

“ธีรพล” อดีตบิ๊ก กพร.”ทึ่ง” มหาวิทยาลัยเสริมทักษะอาจารย์พร้อมนักศึกษาโดยการปฏิบัติจริงด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง
นายธีรพล ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการพัฒนาศักยภาพคนในทุกระดับมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และก้าวทันเทคโนโลยี 4.0 โดยเฉพาะนักศึกษา ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งจะต้องออกสู่ตลาดแรงงานอนาคต และนับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่มหาวิทยาลัยได้ให้ความสำคัญโดยร่วมมือกับภาคเอกชน ที่มีการปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา โดยจะส่งอาจารย์เข้าไปฝังตัวในสถานประกอบการ พร้อมๆกับให้นักศึกษาเข้ารับการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน และเมื่อวันที่ 19 ตค.66 สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดี ได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือกับบริษัท ยู เอส อี โฟล–ไลน์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่จังหวัดปทุมธานี โดยมีขอบเขตความร่วมมือหลัก 3 ด้านได้แก่ 1. การพัฒนาบุคลากร ด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและบริการวิชาการ 2. การฝึกอบรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ 3. การฝังตัวในภาคอุตสาหกรรมของบุคลากรและนักศึกษา เพื่อได้ฝึกประสบการณ์ต่างๆด้าน นวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือในกิจกรรมอื่นๆตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นสมควร
นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ได้มีนโยบายในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาและคณาจารย์โดยประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมรวมถึงงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาระบบพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะนักศึกษาซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อประเทศ เพราะจะเป็นแรงงานในอนาคตที่มีคุณภาพ และมีความพร้อมมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 นี้ด้วย (เผอิญ ไทยสม / อยุธยา)

โรงพยาบาลเสนา จัดกิจกรรม “วันพยาบาลแห่งชาติ” ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
วันที่ 20 ตุลาคม 2566 โรงพยาบาลเสนาจัดกิจกรรม “วันพยาบาลแห่งชาติ” ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี และเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ร่วมเทิดพระเกียรติในฐานะที่พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวิชาชีพการพยาบาล
แพทย์หญิงชนิญญา พัฒนศักดิ์ภิญโญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเสนา พร้อมคณะผู้บริหาร พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ทำบุญถวายสังฆทาน อาหาร แด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 9 รูป หลังจากนั้น ร่วมพิธีกล่าวอาเศียรวาทสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จุดเครื่องทองน้อย พร้อมวางพานพุ่มดอกไม้ โดยมีคุณพิมพ์ฉวี เตชะภัทร รองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล นำจุดเทียน และกล่าวปฏิญาณตนเป็นพยาบาลที่ดี พิธีมอบใบประกาศนียบัตรผู้บริหารดีเด่น พยาบาลดีเด่นประจำหน่วยงาน พยาบาลดีเด่นสาธารณสุข พยาบาลที่มีความมุ่งมั่นปฏิบัติงานมากกว่า 30 ปี พร้อมรับฟังเรื่องเล่าความดี และร่วมรับฟังวิชาการ เรื่องจริยธรรมทางการพยาบาล ณ ห้องประชุมศักดิ์ ด่านชัยวิจิตร
นอกจากนี้ในส่วนของทันตกรรม ได้ให้บริการตรวจฟัน อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินน้ำลายฟรี เนื่องในวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ ณ คลินิกทันตกรรม โรงพยาบาลเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

ดร.ภาณุพงศ์ อดีตนายกเทศมนตรี ประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพฯ
ดร.ภาณุพงศ์ ทิพยเศวต (นายกคล้าย) เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ คุณยายจำเริญ เสมอภาค อายุ 97 ปี โดยมีสมาชิก”ทีมรักเมืองเพรียว” คณะกรรมการชุมชนบ้านบึง เขตเทศบาลเมืองสระบุรี ร่วมเดินทางไปด้วย ณ.ศาลาธรรมสังเวช วัดเกาะแก้วเกษฏาราม ตำบลบ้านเกาะ อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อค่ำวันก่อน (วิรัตน์ เดชะวราฤทธิ์ / สระบุรี)

ส้มมงคลในพิธีออกเจ ตามประเพณีถือศีลกินเจประจำปี 2566
นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานในงานเลี้ยงโต๊ะจีนออก (เจ) ประเพณีถือศีลกินเจประจำปี 2566 (ในภาพ) มอบ”ส้มมงคล” ให้กับ สุรชัย โชคปัญญาพงษ์, พัชรา ทวีสุขเสถียร เจ้าขอองร้านโชคพัฒนา (อดีต) ประธานชมรมส่งเสริมคนดีสระบุรี ที่ชนะการแข่งขันเปีย (ประมูล) ส้มมงคล ในงานเลี้ยงดังกล่าว ท่ามกลางพุทธศานิกชนที่ถือศีลกินเจ และคนทั่วไปร่วมงานคับคั่งเมื่อเร็วๆนี้ที่ผ่านมา ณ.ศาลาประชาคม พุทธสมาคมสว่างรัตนตรัยธรรมสถาน (โรงเจบ้วนเฮงตั้ว) อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี (วิรัตน์ เดชะวราฤทธิ์ / สระบุรี)

ทีมแรงงานลพบุรี ลงพื้นที่แจ้งสิทธิประโยชน์ พร้อมให้กำลังใจญาติแรงงานไทยในอิสราเอล
หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดลพบุรี ประกอบด้วย นางภัทรานิษฐ์ เขียวรอด แรงงานจังหวัดลพบุรี นางสาวอนงค์นุช มีศิริ จัดหางานจังหวัดลพบุรี นางสาวยุวดี เก้าเอี้ยน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานลพบุรี ผู้แทนสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลพบุรีและผู้แทนสำนักงานประกันสังคมจังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่เยี่ยมพร้อมมอบสิ่งของเพื่อเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของแรงงานไทยที่ไปทำงานอิสราเอล ในพื้นที่อำเภอเมืองลพบุรี ชัยบาดาล โคกเจริญและโคกสำโรง
คณะเจ้าหน้าที่ได้สอบถามญาติเกี่ยวกับความคืบหน้าในการติดต่อกับแรงงานไทยที่อิสราเอลและสถานการณ์ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากแรงงานจำนวน 4 ราย ยังไม่ได้เดินทางกลับประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้แนะนำ ชี้แจงขั้นตอน วิธีการ สถานที่ติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ แอบพลิเคชั่นในการติดต่อประสานงานที่ประเทศอิสราเอล หากประสงค์จะขอความช่วยเหลือหรือเดินทางกลับประเทศไทย
ในโอกาสนี้ นางสาวอนงค์นุช มีศิริ จัดหางานจังหวัดลพบุรี ได้วีดีโอคอลพูดคุยกับแรงงานไทยทั้ง 4 ราย พร้อมแจ้งสิทธิประโยชน์ของสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ว่าอยู่ในความคุ้มครอง ในเบื้องต้นมีสิทธิ์รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนฯ กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยเนื่องจากภัยสงคราม จะได้รับรายละ 15,000 บาท โดยสามารถยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนฯ ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่อยู่ในภูมิลำเนา ส่วนแรงงานไทยที่ต้องการกลับไปทำงานที่อิสราเอล กรมการจัดหางานได้มีหนังสือถึงสำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมืองของอิสราเอล (PIBA) เพื่อขอให้พิจารณารับแรงงานไทยกลับเข้าทำงานในรัฐอิสราเอลอีกครั้งหากสถานการณ์คลี่คลายลง ซึ่งจะมีการเจรจาต่อรองต่อไป อย่างไรก็ตาม กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้มีมาตรการรองรับแรงงานไทยที่กลับจากอิสราเอล โดยเตรียมตำแหน่งงานในต่างประเทศที่มีรายได้และลักษณะงานใกล้เคียงกับงานในประเทศอิสราเอลให้กับแรงงานไทยที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ อาทิ สาธารณรัฐเกาหลี เป็นงานปศุสัตว์ งานภาคเกษตร (วีซ่า E-8) ซึ่งสามารถไปซ้ำได้และไม่ต้องสอบวัดระดับภาษาเกาหลี ไต้หวัน ภาคก่อสร้าง เป็นต้น หากไม่ประสงค์เดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้ว ก็ได้เตรียมตำแหน่งงานว่างไว้รองรับอีกด้วย
ทั้งนี้ ญาติของแรงงานไทยได้กล่าวขอบคุณและรู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใยของรัฐบาล กระทรวงแรงงานผู้ว่าราชการจังหวัดและทุกฝ่ายที่มาให้กำลังใจในครั้งนี้ (กฤษณพงศ์ อยู่รอด – ธนพล อาภรณ์พงษ์ / ลพบุรี)



