สะเทือนวงการยานยนต์ไปทั่วโลก เมื่อยุโรป ประกาศปรับเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี จากจีนสูงสุด ถึง 38% ต่อมาก็เป็นสหรัฐอเมริกาประกาศตามมาติด ๆ เก็บภาษี เพิ่มเป็น 4 เท่า จาก 25% เป็น 100% ทำให้รถอีวีจากจีนขายยาก และในประเทศไทยเองก็มีเรื่องราวที่ตื่นเต้นไม่เพ้กัน เมื่อ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จําหน่ายรถ บีวายดี รถอีวีเจ้าใหญ่จากจีนได้ประกาศลดราคาขายรถยนต์ บีวายดี รุ่นดอลฟิน สูงสุด 160,000 บาท ถือว่าเทราคาลงมามากที่สุด ทำเอาผู้บริโภคที่ซื้อรถรุ่นดังกล่าวมาก่อนหน้านั้นมีอาการ แม้ว่าก่อนหน้านี้มีรถอีวีค่ายอื่น ๆ ลดราคาลงมาในระดับคันละ 100,000 บาท ก็ไม่เร้าใจเท่า

ไม่เพียงแต่รถอีวี ห้ำหั่นราคากันอย่างรุนแรงเท่านั้น ค่ายรถญี่ปุ่นเองก็อยู่เฉย ๆ ไม่ได้เช่นกัน เพราะการลดราคาลงมากกว่า 1 แสนบาทของรถอีวี สั่นสะเทือนยอดขายได้ไม่น้อย ล่าสุด แคมเปญการตลาดรถยนต์สันดาปรวมไปถึงไฮบริดบางรุ่น ลดราคาตั้งแต่ 88,000-140,000 บาท ดาวน์น้อย มีของแจก มีของแถม ล่อตาล่อใจ ให้อีกสารพัด แบบงัดกันออกมาสู้ทีเดียว

ลดเป้ายอดขาย5หมื่นคัน

ที่ทับถมยิ่งทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ประกาศตัวเลขยอดขายรถยนต์ 5 เดือนรวม ๆ อยู่ที่ 260,365 คัน เฉลี่ยยอดขายที่เดือนละประมาณ 50,000 คันเท่านั้น อีกทั้งยังเตรียมประกาศปรับลดประมาณการยอดขายในประเทศลงอีก 50,000 คันเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ 750,000 คัน เหลือเพียง 700,000 คัน เท่านั้น ประกอบกับค่ายรถยนต์ก็มีความเห็นพ้องกัน แต่ตัวเลขไม่ได้ดีงามเท่าใดนัก กลับหนักกว่าที่ทาง ส.อ.ท. คาดการณ์เสียด้วยซ้ำ โดยภาคเอกชนธุรกิจยานยนต์มองว่า 620,000-650,000 คัน ถือว่าดีที่สุดแล้ว

“กลุ่มรถยนต์ที่มียอดขายลดลงมากสุด คือ รถกระบะดัดแปลง หรือพีพีวี ติดลบ 42.42% รถยนต์สันดาป ลดลง 36.94% รถกระบะลดลง 33.87% ซึ่งรถอีโคคาร์ก็ยอดตกไม่แพ้กัน นอกจากนี้ตลาดรถยนต์ใช้แล้ว หรือรถมือสอง ก็ไม่ได้สดใสมากนัก เมื่อรถใหม่ป้ายแดงขายไม่ได้ รถมือสองก็ไม่มีใครรับซื้อ”

ปัจจัยรุมเร้ารอบทิศ

ยอดขายรถยนต์ไม่เดิน ปัจจัยลบรุมเร้ารอบทิศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เศรษฐกิจที่อาจฟื้นหรือไม่ฟื้น จะไปในทิศทางไหนยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน หนี้ครัวเรือนไทยมีข้อมูลแบงก์ชาติ สิ้นปี 66 อยู่ที่ 16.36 ล้านล้านบาท คิดเป็น 91.3% ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย สินเชื่อเช่าซื้อของระบบธนาคารพาณิชย์ มียอดคงค้างในไตรมาสแรก ปี 67 ที่ 1.155 ล้านล้านบาท ลดลง 3.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งมียอดคงค้างที่ 1.190 ล้านล้านบาท ยอดคงค้างหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ของสินเชื่อเช่าซื้ออยู่ที่ 24,673 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.14% ของสินเชื่อเช่าซื้อโดยรวม ในไตรมาสแรก ปี 67 ขยับขึ้นจาก 2.13% ของสินเชื่อเช่าซื้อโดยรวม ในไตรมาสสุดท้ายของปี 66 ประเด็นเหล่านี้ทำให้สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ มีมาตรการเข้มงวดมากขึ้น

สารพัดเหตุผลสงครามราคา

สารพัดปัญหาในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สะท้อนได้จากความเห็นของภาคเอกชน อย่าง “กฤษฎา อุตตโมทย์” นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ที่ระบุว่า การปรับลดราคารถเครื่องยนต์สันดาป และรถยนต์อีวีมีประเด็นที่ต้องพิจารณา เพราะต้นทุนผู้ผลิตแต่ละรายไม่เท่ากัน โดยบีวายดีมีฐานการผลิตแบตเตอรี่จึงทำให้มีความได้เปรียบเชิงต้นทุน อีกทั้งยังเป็นการบริหารจัดการสต๊อกให้เหมาะสมกับปริมาณการผลิตและยอดขายที่ผ่านมา การแข่งขันด้านราคา เพราะมีสต๊อกสินค้าเกินความต้องการของตลาด แต่เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นานเพราะเมื่อสต๊อกเข้าสู่ภาวะสมดุลจะทำให้การแข่งขันด้านราคาลดลง

ทั้งนี้ ต้องวางแผนการผลิตให้ดี โดยเฉพาะรถยนต์อีวีเข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้งานอีวีระยะเร่งด่วน และมาตรการส่งเสริมการลงทุน (อีวี 3.0) ที่จะเริ่มผลิตตามโควตาภายในปี 2567-2568 ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการ ราย มีกำลังการผลิตรวมปีละ 400,000 คัน

การลดราคาของค่ายรถต้องดูให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด เพราะการปรับลดลงต่อเนื่องอาจกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยจะทำให้ยิ่งลดราคา ทำให้การตัดสินใจซื้อชะลอเพื่อรอราคาใหม่ และอาจไม่ได้ทำให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้น สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดอีวี แม้ยังเติบโต แต่ก็มีทิศทางที่ชะลอตัวเช่นกัน และมีภาวะการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ขณะที่ภาพรวมตลาด อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจไม่ดีนัก ซึ่งการลดราคาขายไม่ใช่สิ่งที่ทุกแบรนด์อยากให้เป็น และไม่มีใครทำราคาแล้วลดลงเรื่อย ๆ เพราะจะกระทบตลาดรถทั้งระบบรวมถึงรถมือสอง และสุดท้ายจะกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อรถ เพราะลูกค้าไม่รู้ว่าตกลงแล้วจะซื้อรถช่วงไหนดี และสุดท้ายจะรอตัดสินใจเพราะกลัวราคารถจะลดลงอีก

ส.อ.ท.เร่งถกกลุ่มยานยนต์

ด้านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือ ส.อ.ท. เอง ก็ต้องเร่งหาทางแก้ไข โดย “สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์”ฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ บอกว่า ภายในเดือน ก.ค. นี้ กลุ่มยานยนต์จะประชุมเพื่อพิจารณาปรับเป้าหมายการผลิตรถยนต์ใหม่อีกครั้ง เพราะกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว สถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวในอัตราต่ำ จากความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567ทำให้การลงทุนของภาครัฐลดลง ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงติดต่อกันมากกว่า 10 เดือน โรงงานหลายแห่งลดเวลาทำงานลงและมีการเลิกจ้างพนักงานหลายหมื่นคน ทำให้ขาดรายได้ ประชาชนจึงระมัดระวังการใช้จ่ายเพราะความไม่แน่นอนในเรื่องรายได้รวมทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทางและพลังงานแพงขึ้น

ทั้งนี้คาดหมายว่าจะต้องมีการปรับเป้าหมายยอดการผลิตรถยนต์ที่สำหรับขายในประเทศเหลือ 700,000 คัน จากเป้าหมายเดิม 750,000 หรือลดลง 50,000 คัน ขณะที่เป้าหมายผลิตเพื่อการส่งออกที่ตั้งไว้ 1.15 ล้านคัน ยังมั่นใจว่า สามารถส่งออกได้ตามแผนที่กำหนดไว้มีความเป็นไปได้ว่าเป้าหมาย การผลิตรถยนต์ปีนี้จะเหลือต่ำกว่า 1.9 ล้านคัน ส่วนจะเหลือ 1.85 ล้านคันหรือไม่ ต้องรอผลการประชุมในเดือน ก.. อีกครั้ง 

ชี้ใกล้เคียงต้มยำกุ้ง

ที่น่าเหนื่อยที่สุด ก็ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ในเวลานี้ ใกล้เคียงกับสถานการณ์ ต้มยำกุ้งเมื่อปี 40 ที่แบงก์แทบไม่ปล่อย สินเชื่อโดยเฉพาะรถปิกอัพ ตอนนี้ยอดขายลดลงมาก ผมคิดว่า ต้องปรับเป้ายอดผลิตรถยนต์แน่ ๆ โดยเฉพาะยอดผลิตรถยนต์ เพื่อขายในประเทศ  ขณะที่มูลค่าส่งออกปีนี้ยังไม่รู้ว่าจะถึง 1 ล้านล้านบาทหรือไม่ อีกส่วนหนึ่งก็กังวลที่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ประกาศลดราคารถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นสูงถึง 160,000 บาท จะส่งผลต่อภาพรวม ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ เพราะหวังว่าค่ายรถยนต์จะมีการลดราคาลงมาอีก ทำให้เกิดการแข่งกันลดราคา

รถมือสองสัญญาณดี

ไม่เพียงแค่รถมือหนึ่งเท่านั้น ในส่วนของกลุ่มรถมือสอง อย่าง “วิชัย สุวรรณศิลา” นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ก็ย้ำให้เห็นภาพชัดเจนว่า  สถานการณ์รถมือสองขณะนี้เริ่มเห็นแสงสว่าง และดีขึ้นเป็นลำดับ ในมุมของผู้ประกอบการขายรถได้มากขึ้น เนื่องจากราคารถมือสองยังไม่ขยับขึ้นมากนัก ลูกค้าเห็นความคุ้มค่า ด้วยราคา การรับประกันที่ครอบคลุม รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าที่ไปซื้อรถมือหนึ่ง แต่ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้จึงหันมาเลือกซื้อรถมือสองแทน ด้านนอนแบงก์ ก็ได้เข้ามาร่วมปล่อยกู้มากขึ้น โดยราคารถมือสองปัจจุบันนี้ห่างจากรถใหม่ 30-40% ถือว่าดีขึ้นจากปลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดยังไม่กระเตื้องมาก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี

สงครามอีวีเป็นตามคาด

อย่างไรก็ตามเรื่องของสงครามราคารถอีวี ไม่ได้เหนือกว่าที่คาดการณ์ แค่ที่เหนือคาดมากกว่า  คือ ราคาที่ปรับลดลงจนตลาดสะเทือน  เพราะต้นปีที่ผ่านมา เมื่อมาตรการ EV 3.0 สิ้นสุดลง ค่ายรถที่ติดสัญญาต้องผลิตเพื่อรถออกสู่ระบบมีหลายเจ้า รวมแล้วไม่น้อยว่า 300,000-400,000 คัน ประกอบกับแบรนด์อีวีจากจีนรายใหม่ ๆ เริ่มเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์มากมายหลายรุ่น ดังนั้น ราคาที่ลดลง แคมเปญที่อัดเข้าไป ยิ่งทำให้สงครามนี้รุนแรงมากขึ้น ขณะที่แบรนด์อีวีจากจีน ต่างอพยพหลบภัยออกนอกประเทศ เนื่องจากในจีนอิ่มตัว มาตรการที่รัฐบาลจีนเคยชดเชยราคาหลายแสนยกเลิกไปแล้ว อีกทั้งโดนภาษียุโรป และสหรัฐอเมริกาเข้าไปแบบจุก ๆ ดังนั้นไทย และอาเซียนจึงเป็นเค้กก้อนใหม่ที่อีวีแบรนด์จีนเข้ามาแย่งตลาดด้วย  

แต่ก็มีค่ายรถอีวีหลายแบรนด์ที่เข้ามาอยู่ในตลาดก่อน ออกตัวไว้ว่า ไม่ต้องการทำให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ และไม่ต้องการเป็นผู้นำในการตัดราคาปาดหน้าคู่แข่ง เพราะที่สุดแล้ว จะทำให้กลไกตลาดบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนไป เมื่อมีคนเริ่ม 1 คนที่ 2 ก็ตามมา และเมื่อผู้ซื้อมองเห็นจุดนี้ จะตั้งตารอ ว่าต้องมีราคาลดลงอีก ทำให้ตลาดชะงักงัน คนที่ซื้อรถคันแรกมักเลือกซื้อรถอีวีราคาถูกแทน เพราะใช้เงินน้อยลง ส่งผลให้รถเก๋งขนาด รถอีโคคาร์ ขายไม่ออก จึงทำให้กลุ่มรถยนต์นั่งมียอดขายลดลงต่อเนื่อง

สื่อสารภาครัฐช่วยด้วย

วงจรเบื้องต้น ก็ยังมีอุปสรรคของผู้ประกอบการรถยนต์ คือ วันนี้ไม่สามารถขายรถใหม่ได้ ขายของยาก อยากให้รัฐช่วย เพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจ เช่น มีมาตรการเฉพาะให้กลับธุรกิจยานยนต์ เช่น ภาษี ให้ครอบคลุมทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะ รถอีวีเพียงอย่างเดียว  หากจะส่งเสริมก็ควรดูให้ครบทั้งอุตสาหกรรมไม่ใช่ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งตายไปทีละนิด โดยในปีนี้จำนวนยอดขายรถยนต์รวม ที่ไม่เกิน 650,000 คัน นั้น สัดส่วนตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน รถกระบะที่เคยอยู่ที่ 55% เหลือไม่ถึง 40% รถยนต์นั่งประมาณ 40% และที่เหลือเป็นรถอีวี ทางด้านรถมือสอง ตอนนี้ไม่ได้ดีมากยังทรงตัวราคาขายต่อ ยังอยู่ในระดับต่ำหรือบางรุ่นไม่รับซื้อ ยังมีผู้ใช้รถบางกลุ่มที่มีความจำเป็น ต้องทำธุรกิจ หรือใช้ในกิจวัตร แต่กู้ไม่ผ่าน หันมาซื้อรถมือสอง เพราะมีนอนแบงก์เข้ามาปล่อยกู้ แต่อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับความเสี่ยง อันนี้ต้องทำใจรับสภาพกันไป

หลายเสียงประสานออกมาเหมือนกันว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในปีนี้ถือว่า “หนักจริง ๆ” เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เหมือนอดีต เพราะต้องเผชิญทั้งเศรษฐกิจที่ทรงตัว หนี้เสียที่เพิ่มขึ้น สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ สงครามราคาค่ายรถยนต์ทุ่มตลาดอย่างรุนแรง ทำให้วงจรธุรกิจยานยนต์ติดขัด กลไกตลาดผิดเพี้ยน มาถึงตรงนี้ รออัศวินมาช่วยปลดล็อก รอว่าจะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเงินหมุนเวียนในระบบ แก้หนี้ครัวเรือน ลดหนี้เสียลงอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยสามารถช่วยให้ฟันเฟืองอุตสาหกรรมยานยนต์สามารถหมุนได้คล่องตัวขึ้น.