ในอดีต เด็กที่เกิดในสิงคโปร์ เมื่อปี 2503 มีแนวโน้มที่จะมีชีวิตอยู่ถึงแค่ 65 ปี แต่เด็กที่เกิดในสิงคโปร์ช่วงปัจจุบัน คาดว่าจะมีอายุยืนยาวมากกว่า 86 ปี นอกจากนี้ จำนวนผู้ที่มีอายุถึง 100 ปีในสิงคโปร์ ยังเพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วงเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2563 ด้วย

ความอายุยืนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ ส่วนใหญ่ได้รับแรงผลักดันจากนโยบายและการลงทุนของรัฐบาล “โดยเจตนา” ซึ่งความแตกต่างที่เกิดขึ้น ทำให้ประเทศได้รับการขนานนามว่าเป็น “โซนสีน้ำเงินแห่งที่ 6 ของโลก” เมื่อเดือน ส.ค. 2566

แม้นักประชากรศาสตร์หลายคนตั้งคำถามถึงความแม่นยำเมื่อไม่นานมานี้ แต่คำว่าโซนสีน้ำเงิน ถูกค้นพบและได้รับการบัญญัติโดยนายแดน บูเอตต์เนอร์ นักวารสารศาสตร์ของนิตยสาร “เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก” ผู้อ้างว่าสามารถระบุภูมิภาคที่ผู้คนมีอายุยืนยาวกว่า และมีสุขภาพที่ดีกว่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากวัฒนธรรม, วิถีชีวิต, อาหารการกิน และชุมชน

ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นภูมิภาคแห่งใหม่ที่ถูกเพิ่มในรายชื่อโซนสีน้ำเงิน ในรอบหลายสิบปี และโดดเด่นกว่าโซนสีน้ำเงินแห่งอื่น เนื่องจากอายุที่ยืนยาวของประชาชนในสิงคโปร์ มาจากนโยบายที่มองการณ์ไกลกว่าประเพณีวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน ในชุมชนโซนสีน้ำเงินแห่งอื่น ๆ เช่น เกาะอิคาเรียของกรีซ หรือตำบลนิโคยา ของคอสตาริกา

นอกเหนือจาก “ปริมาณชีวิต” หรือระยะเวลาของการมีชีวิตอยู่ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิต” หรือความสมบูรณ์ของการมีชีวิตเช่นกัน ซึ่งนโยบายและแนวทางปฏิบัติของประเทศ ทำให้ชีวิตของประชาชนมีสุขภาพที่ดีกว่า และมีความสุขมากกว่า อีกทั้งชาวสิงคโปร์ยังแนะนำผู้อื่นที่ต้องการอาศัยอยู่ที่นี่ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้นด้วย

อนึ่ง ประชาชนในสิงคโปร์ ต่างเป็นสักขีพยานการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปของรัฐบาล ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและความสมบูรณ์ทางร่างกายและจิตใจของพวกเขา

ระบบบริการสุขภาพของสิงคโปร์ ได้รับการยกย่องจากทั่วโลก ทั้งในด้านคุณภาพการดูแลสุขภาพ และความสามารถในการควบคุมต้นทุน ซึ่งดัชนีความเจริญรุ่งเรืองเลกาตัม (แอลพีไอ) ปี 2566 จัดอันดับให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลก ในแง่ของสุขภาพพลเมือง และความสามารถในการเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพ โดยประเทศเสนอการครอบคลุมการดูแลสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการผสมผสานบริการภาคเอกชนและกองทุนการออม เพื่อช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริง

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายอื่น ๆ ของสิงคโปร์ เช่น ระบบขนส่งสาธารณะที่มั่นคง ยังสนับสนุนการเดินและการออกกำลังกายทุกวัน ขณะที่การให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาด และความสวยงามของประเทศ ก็ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความปลอดภัยและความสงบสุข

แม้ประชากรในสิงคโปร์มีความหลากหลาย เนื่องจากผู้คนที่อพยพมาจากทั่วโลก แต่รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับความสามัคคีทางสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งบังคับใช้ผ่านกฎหมายที่เข้มงวด และมีบทลงโทษ ส่งผลให้ประชาชนพบว่า กฎระเบียบเหล่านี้ช่วยทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่ปลอดภัยและสวยงาม สำหรับการอยู่อาศัย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES