เมื่อปลายเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ไบเดนประกาศข้อตกลงสงบศึกระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยกล่าวว่าเป็น “ข่าวดี” และทำให้สหรัฐเข้าใกล้การบรรลุวาระเชิงบวกที่เขาผลักดันมาตลอด ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตของภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกับเสริมว่า เขาจะทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เพื่อบรรลุเป้าหมาย
อย่างน้อยที่สุด การหยุดยิงครั้งนี้ทำให้หนึ่งในสงครามที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน “ยุติเป็นการชั่วคราว” ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันชุดใหม่ของทรัมป์ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 ม.ค. 2568 จะรับช่วงต่ออีกสองสงครามที่สหรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ สงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ในฉนวนกาซา
กระนั้น นายคอลิน คลาร์ก ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัทที่ปรึกษา “ซูฟาน กรุ๊ป” กล่าวว่า ข้อตกลงในเลบานอน คือ “การเปลี่ยนแปลงผิวเผิน” เพื่อปกปิดความล้มเหลวในเรื่องอื่น เนื่องจากไบเดนไม่มีอะไรให้พูดว่าเป็นชัยชนะได้อีกแล้ว
อนึ่ง ประธานาธิบดีสหรัฐทุกคน รวมถึงไบเดน ต่างให้ความสนใจว่า ประวัติศาสตร์จะตัดสินพวกเขาอย่างไร ซึ่งไบเดนประกาศการผลักดันครั้งใหม่เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา แต่ความฝันของเขาที่ต้องการสร้างสันติภาพในวงกว้างก่อนหมดวาระนั้น “ยังคงห่างไกล” และสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผลงานของไบเดน จะเป็นมรดกที่มัวหมอง
เมื่อปี 2564 ไบเดนกล่าวหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐว่า เขาต้องการ “ช่วยจิตวิญญาณของอเมริกา” และแสดงให้โลกเห็นว่า “อเมริกากลับมาแล้ว” ทว่าความทะนงตนทำให้ไบเดนต่อต้านความกังวลที่เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับอายุและความเฉียบแหลมทางจิตใจ จนกระทั่งการโต้วาทีที่เลวร้ายต่อทรัมป์ บังคับให้เขาถอนตัวจากการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา
นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ไบเดนใช้เวลาเยอะมากในการพยายาม “ปกป้องทรัมป์” ในสิ่งที่เขามองว่าเป็น ความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศหลักของตัวเอง
ไบเดน ซึ่งเคยระมัดระวังรอบคอบ อนุมัติให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธของสหรัฐ โจมตีใส่รัสเซีย และสั่งให้มีการส่งทุ่นระเบิดแก่รัฐบาลเคียฟ นอกจากนี้ ไบเดนยังเดินทางไปยังอเมริกาใต้ เพื่อดำเนินภารกิจทางการทูตในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งเขาพยายามให้คำมั่นกับพันธมิตรของสหรัฐที่ไม่สบายใจ และประเทศคู่แข่งอย่างจีน ว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหารสู่รัฐบาลของทรัมป์ จะเป็นไปอย่างราบรื่น
ทั้งนี้ ข้อตกลงในเลบานอน ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความพยายามของไบเดน ในการรักษามรดกของเขาไว้ แต่ความล้มเหลวในการยุติสงครามที่ยืดเยื้อในฉนวนกาซา ยังคงกดดันเขาอยู่
ความไม่พอใจของไบเดน ในการรับมือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ปรากฏออกมาให้เห็นตลอดช่วง 13 เดือนของสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งอิสราเอลต่อต้านการตำหนิของสหรัฐ เกี่ยวกับจำนวนพลเรือนที่เสียชีวิต ขณะที่เนทันยาฮู ประชดประชันแนวทางของไบเดน และมองไปที่รัฐบาลของทรัมป์ ซึ่งเขาหวังว่าจะช่วนให้อิสราเอลมีอิสระมากขึ้น.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



