อนุสรณ์สถานในรูปของกลุ่มหินยักษ์ “สโตนเฮนจ์” ไม่เพียงได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณและมรดกโลก แต่ยังมีที่มาสุดลึกลับที่จนบัดนี้ก็ยังหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ว่า มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่
แต่เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มนักวิจัยได้เสนอหลักฐานใหม่ล่าสุดที่พวกเขาเชื่อว่าสามารถยืนยันวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา กล่าวคือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอารยธรรมโบราณในต่างถิ่นไว้ด้วยกัน
โครงสร้างหินขนาดใหญ่ของสโตนเฮนจ์สามารถตรวจย้อนกลับไปถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 136 กม. ในเขตเมืองวิลต์เชอร์ ประกอบด้วยก้อนหินต่างชนิดจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วอังกฤษ
ในรายงานของวารสารโบราณคดีนานาชาติเคยระบุว่า คนในยุคนีโอลิทิคหรือยุคหินใหม่ อาจเข้ามาก่อสร้างทับซ้อนในวงกลมบางส่วนระหว่างช่วงปี 2620 จนถึง 2480 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อหลอมรวมชาวบริเตนหรือชาวอังกฤษโบราณให้เป็นหนึ่งเดียว เนื่องจากในตอนนั้น เริ่มมีคนจากทวีปยุโรปเข้ามาตั้งรกรากบนเกาะอังกฤษกันแล้ว
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถระบุวันเวลาเริ่มต้นก่อสร้างสโตนเฮนจ์ที่แน่นอนได้ แต่เชื่อว่าน่าจะย้อนกลับไปได้ไกลถึงปีที่ 3000 ก่อนคริสตกาล โดยแบ่งระยะเวลาก่อสร้างออกเป็นหลายช่วง
เชื่อกันว่ากลุ่มหินดั้งเดิมนั้นสร้างขึ้นจากหินสีน้ำเงินหรือบลูสโตนที่นำมาจากเนินเขาพรีเซลี ทางตะวันตกของแคว้นเวลส์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดก่อสร้างราว 290 กม. ส่วนกลุ่มหินชุดที่ 2 นั้น มาจากบริเวณป่าเวสต์วูดส์ที่อยู่ใกล้กว่า โดยอยู่ห่างออกไปเพียง 24 กม.
เบาะแสที่สำคัญที่สุดในการนำเสนอทฤษฎีว่า สโตนเฮนจ์คือโครงการแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวบริเตนโบราณนี้ มาจากข้อมูลใหม่เกี่ยวกับหินแท่นบูชา ซึ่งเป็นหินสีน้ำเงินขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงใจกลางของวงกลมด้านในสุด

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอนและมหาวิทยาลัยอาเบอริสวิธแห่งเวลส์เชื่อว่า หินหนัก 13,227 ปอนด์หรือเกือบ 6,000 กก. นี้ถูกลากดึงเป็นระยะทางกว่า 800 กม. จากตำแหน่งเดิมในถิ่นสกอตแลนด์ไปยังจุดจัดวางของมันที่สโตนเฮนจ์
ในรายงานการศึกษาตั้งสมมติฐานว่า ในยุคนั้น บนเกาะอังกฤษยังไม่รู้จักการใช้ล้อลากเพื่อการขนย้าย ดังนั้น การเคลื่อนย้ายหินขนาดใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้ จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์และแรงคนเป็นจำนวนหลายพันคนจากทั่วเกาะอังกฤษ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความร่วมมือและการประสานงานครั้งใหญ่จากชุมชนต่าง ๆ
นอกจากนี้ หินแท่นบูชานี้มีลักษณะคล้ายกับหินขนาดใหญ่ที่มีขนาดใกล้เคียงกันที่พบในกลุ่มหินทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์
ไมค์ พาร์เคอร์ เพียร์สัน ศาสตราจารย์จากสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน ชี้ว่า เมื่อดูรูปแบบของผังบ้านคนในแถบเดอร์ริงตันวอลส์ ซึ่งอยู่ใกล้กับสโตนเฮนจ์ จะพบว่ามีความคล้ายคลึงทางสถาปัตยกรรมกับผังบ้านจากเกาะออร์คนีย์ที่อยู่ห่างไกลออกไปอย่างสุดกู่ แต่กลับไม่พบบ้านลักษณะเดียวกันนี้ในเส้นทางระหว่างสองแห่งเลย
ความคล้ายคลึงกันของสโตนเฮนจ์กับกลุ่มหินโบราณหลายร้อยแห่งที่ค้นพบทั่วอังกฤษช่วยให้บรรดานักประวัติศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งอารยธรรมบนเกาะที่แน่ชัดขึ้น
“ข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เหล่านี้ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า จุดประสงค์ดั้งเดิมของสโตนเฮนจ์คืออะไร” พาร์เคอร์ เพียร์สันกล่าวว่า ข้อมูลใหม่นี้แสดงให้เห็นว่า สโตนเฮนจ์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบซอลส์เบอรีแห่งนี้มีความสำคัญต่อผู้คนทั้งที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงและผู้คนจากชุมชนอื่น ๆ ทั่วทั้งเกาะอังกฤษในยุคนั้น ระดับความสำคัญนี้มีมากจนถึงขนาดที่ชนเผ่าโบราณเหล่านี้ยอมขนย้ายเสาหินขนาดใหญ่เป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร มาตั้งวางไว้ในที่แห่งนี้

แม้จะไม่มีใครรู้ว่า สโตนเฮนจ์มีไว้เพื่อทำอะไรกันแน่ แต่ศพของผู้คนในยุคหินใหม่มากกว่าครึ่งที่ฝังอยู่ใกล้กับสถานที่นี้ไม่ใช่คนในพื้นที่มาแต่เดิม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สโตนเฮนจ์มีความสำคัญถึงขั้นที่ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วเกาะมารวมตัวกันได้ในที่แห่งเดียว
“ข้อเท็จจริงที่ว่า หินทั้งหมดมีต้นกำเนิดมาจากภูมิภาคต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกล ทำให้ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สุดในหมู่วงหินมากกว่า 900 แห่งในเกาะอังกฤษ แสดงให้เห็นว่าวงหินแห่งนี้อาจมีจุดประสงค์ทางการเมืองร่วมกับจุดประสงค์ทางศาสนา นั่นคือเป็นอนุสรณ์สถานแห่งการรวมตัวกันของผู้คนในแผ่นดินบริเตน เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ชั่วนิรันดร์ระหว่างพวกเขากับบรรพบุรุษและจักรวาล” พาร์เคอร์ เพียร์สันกล่าว
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, Aberystwyth University



